คำเตือน: บล็อกนี้ไม่เหมาะสำหรับคนรักทักษิณ

“คำถามที่ยิ่งลักษณ์ยังไม่กล้าตอบ”

 

 

เป็นชื่อบทความในคอลัมน์ประจำในหนังสือพิมพ์มติชนของ “ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์”  ที่พอนำลงพิมพ์แล้วตัวคนเขียนก็ถูกผู้บริหารสั่งแขวน ปากกาทันทีแล้วไม่กี่วันก็ตามมาด้วยซองขาว คือแม้จะไม่มีความผิดอะไรแต่ก็ให้ออกไปให้พ้นหน้าพ้นตา พร้อมเงินฟาดหัวในซองจำนวนหนึ่งนั่นเอง

คุณประสงค์ เป็นนักข่าวอาวุโสของมติชนมากว่า 30 ปี เป็นที่ยอมรับในวงการจนเป็นถึงนายกฯ สมาคมนักข่าวมาแล้ว ผลงานดังมีหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขุดคุ้ยคดีซุกหุ้น 1 ของคุณทักษิณ ชินวัตร ที่เขาเป็นผู้ขุดค้นเปิดโปงขึ้นมาเป็นคนแรก

คุณประสงค์ไปเขียนคอลัมน์ถามคุณยิ่งลักษณ์เรื่องอะไรแถมย้ำเสียด้วยว่าเธอ ยังไม่กล้าตอบและมันสำคัญอะไรนักหนาถึงขนาดพอถามไปแล้วกลับได้คำตอบเป็นซอง ขาวจากมติชนอย่างนี้ ทั้งหมดนี้ผมก็ขอให้คำตอบในทำนองปุจฉา-วิสัชนา ไปโดยลำดับ กล่าวคือ

ถาม ในบทความดังกล่าว คุณประสงค์ไปถามคุณปูเรื่องอะไร ?

ตอบ ก็เป็นเรื่องซุกหุ้น 2 เรื่องเดียวกันกับที่ผมและคุณหมอตุลย์ไปกล่าวโทษคุณปูต่อดีเอสไอ ว่าเธอร่วมมือกับพี่ชายให้ข้อมูลโครงสร้างผู้ถือหุ้นเป็นเท็จทั้งต่อตลาดหลักทรัพย์ต่อ คตส. และต่อศาลฎีกาในคดียึดทรัพย์คุณทักษิณ พฤติการณ์ซุกหุ้นในคดีนี้ทั้งหมดมีส่วนที่คุณปูได้รู้เห็นและลงมือร่วมด้วย คุณประสงค์ไปหยิบพฤติการณ์ส่วนนี้มาถามว่า ถ้าจะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีจริงๆ  เธอก็ต้องมีหน้าที่ชี้แจงให้กระจ่างก่อนจึงจะไว้วางใจให้เป็นนายกฯ ได้

ถาม มันมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลหรือครับ

ตอบ คือเมื่อคุณทักษิณตัดสินใจตั้งพรรคไทยรักไทยนั้นเขาถือหุ้นชินคอร์ปอันเป็น ธุรกิจสัมปทานกว่า 50% และก็มีกฎหมายป.ป.ช.ห้ามไว้ว่ารัฐมนตรีจะถือหุ้นธุรกิจสัมปทานไม่ได้ก็ปรากฏ การเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นในปี 2543 มาเป็นชื่อบุตรและพี่น้องจนหมดโดยอ้างว่าเป็นการซื้อขาย จากนั้นในรัฐบาลทักษิณ 1 และ 2 ก็มีการออกมาตรการของรัฐเอื้อประโยชน์ธุรกิจชินคอร์ปโดยมิชอบกว่า 5 มาตรการ ทำให้รัฐเสียหายกว่าแสนล้านบาท ทั้งหมดนี้ คตส.ก็ตรวจสอบจนเชื่อว่าหุ้นทั้งหมดยังเป็นของนายกฯ ทักษิณอยู่ ผลประโยชน์ที่ได้จากรัฐโดยมิชอบจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิสมควรจึงได้นำคดีขึ้นสู่ศาลให้สั่งยึดเงินค่าหุ้นทั้งหมดเป็นของแผ่นดินในที่สุดศาลท่านก็พิพากษาให้ยึดเป็นจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท พฤติการณ์ซุกหุ้นตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปี 2551 ที่ศาลท่านตัดสินนี้ ก็มีส่วนที่เป็นการกระทำของคุณปูที่คุณประสงค์ขุดขึ้นมาถาม จะอยู่เฉพาะในประเด็นการรับและใช้เงินปันผล 97 ล้านบาท

ถาม เงินปันผลอะไรครับ

ตอบ คือคุณทักษิณและคุณปูอ้างอิงว่าคุณปูได้ซื้อหุ้นชินคอร์ปจากคุณทักษิณไปแล้ว 20 ล้านหุ้น แต่ คตส.ไม่เชื่อว่าเป็นความจริงพยานหลักฐานที่ต้องใช้สู้กันตรงนี้นั้นมีหลาย ส่วน ส่วนหนึ่งจะอยู่ที่ว่าเงินปันผล 97 ล้านของหุ้น 20 ล้านหุ้นนี้ตกแก่คุณปูจริงหรือไม่ซึ่งคุณปูก็ยืนยันต่อศาลว่าตนเองได้เอาเงิน 97 ล้านนี้ไปใช้ด้วยตนเอง คือแบ่งเอาไปใช้หนี้ค่าหุ้นให้พี่ชายที่ค้างไว้ 20 ล้านบาทที่ เหลือก็เอาไปใช้ทำสระน้ำ ปรับปรุงบริเวณบ้าน ซื้อเครื่องประดับเงินตราต่างประเทศกว่า 68 ล้านจนหมด แต่ คตส.ก็ไม่เชื่อเพราะขุดคุ้ยจนได้หลักฐานว่าคุณปูและผู้มีชื่อซื้อหุ้นอื่นๆ ไม่ได้มีโอกาสใช้เงินปันผลเลย เพราะต้องส่งให้คุณทักษิณหรือคุณหญิงจนหมด

ถาม มีหลักฐานอะไร

ตอบ คือมีการแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ก่อนว่าผู้ถือหุ้นชินชินวัตรทั้งหมดประสงค์ให้บริษัทชินคอร์ปไปรับเช็คเงินปันผลแทนตน จาก นั้นเมื่อคนของบริษัทเดินทางไปรับมาแล้ว เช็คเหล่านี้จะถูกนำไปมอบให้คนคนหนึ่งที่จะเริ่มจัดการให้เงินตามเช็คแต่ละ ใบเข้าไปปรากฏในบัญชีเงินฝากของบุตรและพี่น้องที่ถูกใช้ชื่อถือหุ้นแทนก่อน  จากนั้นเงินเหล่านี้ก็จะทยอยออกจากบัญชีไปสู่เงื้อมมือของคุณหญิง อย่างเงินปันผลในชื่อของบุตรชายกว่า 1,460 ล้านบาทนี้ก็โอนตรงจากบัญชีบุตรไปเข้าบัญชีคุณหญิงทุกใบจนท่วมค่าหุ้นที่ อ้างว่าซื้อขายกันเลย แต่ในส่วนของคุณปูนี้ไม่มีการโอนตรงเข้าบัญชีคุณหญิงให้ตรวจพบได้ แต่กลับมีคนของเลขาฯ คุณหญิงถือเช็คที่มีลายมือคุณปูเป็นคนสั่งจ่าย ถอนเป็นเงินสดออกจากธนาคารถึง 42 ครั้งจนหมด  มันชัดเจนว่าเงินทั้งหมดมันหาได้วิ่งตรงไปจ่ายให้ผู้รับเหมา หรือผู้ ขายเครื่องประดับ หรือผู้ค้าเงินตราต่างประเทศ อย่างเช่นที่คุณปูกล่าวอ้างแต่อย่างใดไม่ ตัวการถอนเงินสดเองก็มีพฤติการณ์ปกปิดชัดเจนมาก

ถาม ปกปิดอย่างไร ใส่วิกใส่แว่นตาดำไปเบิกเงินแบบในหนังยังงั้นหรือ

ตอบ คือตามกฎหมายปราบปรามการฟอกเงินนั้นถ้ามีการถอนเงินสดเกิน 2 ล้านบาท ธนาคารมีหน้าที่ต้องรายงานเสมอแต่ การเบิกเงินปันผล 5 งวด แต่ละงวดมีจำนวนสิบกว่าล้านนั้นถ้าคุณปูเอาไปใช้โดยสุจริตจริงก็ควรจะเบิกที เดียวทั้งก้อนแต่ก็กลับแตกเป็นเช็คใบละไม่เกิน 2 ล้าน เอาไปเบิกวันละ 1 ใบวันต่อมาก็เอาคนหน้าใหม่ๆ ไปเบิกอีก 1 ใบ ทำเช่นนี้จนหมด คตส.รวมยอดเบิกสดอย่างนี้ได้ถึง 42 ครั้ง ใน 5 งวดด้วยกัน ทั้งหมดนี้มันชัดเจนว่าต้องการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของกฎหมายทำธุรกรรมการเงินแบบเดียวกับขบวนการค้ายาบ้าเลยพอคุณประสงค์เอาความไม่ชอบมาพากลนี้ไปเขียนถามคุณปูว่าทำไมไม่กล้าตอบมันก็เลยเป็นเรื่อง

ถาม คุณประสงค์เขาถามว่าอย่างไร

ตอบ เขาก็ขอคำอธิบายว่าถ้าเป็นความจริงว่าคุณเอาเงินปันผลไปซื้อสินค้าหรือ บริการรวมราคากว่า 68 ล้านบาท แล้วทำไมต้องจ่ายเป็นเงินสดด้วย บริษัทอะไรไม่รับเช็ค แต่ขอรับเป็นเงินสดนับสิบๆ ล้านบาท นอกจากนี้ถ้าจำต้องเบิกเงินสดจริงๆ ทำไมต้องแตกเป็นเช็คใบละ 2 ล้านบาท ทยอยเบิกไม่ซ้ำวันไม่ซ้ำคนด้วยทำอย่างนั้นทำไมในเมื่อไม่ได้ค้ายาบ้า

ถาม ถามได้ก็ถามไป คุณปูทำเฉยเสียก็ได้บอกซ้ำไปเลยก็ได้ว่าให้รอผลคดีของดีเอสไอที่อาจารย์แก้ว กับคุณหมอตุลย์ไปกล่าวโทษไว้ก็ได้

ตอบ จะมีใครมีคำขอมายังมติชนหรือไม่หรือมติชนเขาเซ็นเซอร์ตัวเอง ก็ไม่มีใครทราบความจริงได้ แต่สิ่งที่คุณประสงค์เขียนถามไปว่ากล้าตอบหรือไม่นั้นมันกระเทือนมากอยู่นะคุณนะ  คุณจะยอมให้คนตลบตะแลงกล้าโกหกกลางศาลกล้า ให้ความเท็จต่อคนเล่นหุ้นทั้งตลาดหลักทรัพย์เบิกเงินถอนเงินลดเลี้ยวเลี่ยง กฎหมายราวกับพวกค้ายาขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเชียวหรือถ้าไม่ยอม คุณปูก็มีหน้าที่ต้องอธิบายให้กระจ่างให้ได้การที่คุณประสงค์ทำหน้าที่ “ตรวจสอบ”ด้วยคำถามที่หาคำตอบแทบไม่ได้อย่างนี้ มันจึงแรงมาก

ถาม วันที่นายกฯ ปูแถลงนโยบายในสภาจะโดนฝ่ายค้านถามแบบคุณประสงค์ถามได้ไหม?

ตอบ ถ้าถามจริงก็ยุ่งแน่นอนเลยแต่เฉพาะหน้านี้เราน่าจะถามมติชนกันก่อนว่ามี เหตุผลอะไรในการให้ซองขาวกับนักข่าวที่ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจ

ถาม ทำไมเขาต้องตอบเราด้วย

ตอบ ถ้ายังเห็นตัวเองเป็นสื่อมวลชน เป็น “มติชน” จริงก็ต้องเคลียร์ตัวเองให้ได้ว่ามิได้ลิดรอนสิทธิรับรู้ของมวลชนแต่ถ้าเห็น ตนเองเป็นแค่คนขายของขายกระดาษเปื้อนข่าวก็ไม่ต้องตอบแล้วได้โปรดเปลี่ยน ชื่อใหม่ด้วย ก็จะสมควรยิ่ง

 แก้วสรร  อติโพธิ

—————————————————————————————————————

แกะรอยเงินสดๆ 68 ล้าน”ยิ่งลักษณ์”(ล่องหน) อยู่ ณ หนใด?

วันเสาร์ที่ 16 กรกฏาคม 2011 เวลา 22:23 น. เขียนโดย ประสงค์

เลิศรัตนวิสุทธิ์ หมวด isranews,

เคย เขียนเรื่อง “คำถามที่”ยิ่งลักษณ์”ยังไม่(กล้าตอบ?) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หนึ่งในคำถามดังกล่าวคือ เงินสดๆ 68 ล้านบาทที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร(ว่าที่)นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของเงินปันผลจาก การถือครองหุ้น บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น จำนวน20 ล้านหุ้นนั้นถูกนำไปใช้ทำอะไรที่ไหน และอย่างไรคำถามดังกล่าว มิได้เกิดขึ้นลอยๆแต่สืบเนื่องมาจากคดียึด ทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำนวน 46,373 ล้านบาทซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วินิจฉัยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็น “นอมินี”หรือผู้ถือหุ้น บมจ. ชินคอร์ป  จำนวน 20 ล้านหุ้น แทน พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณโอนหุ้นดังกล่าวให้

ตั้งแต่ วันที่ 1 กันยายน 2543ปรากฏว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับเงินปันผลจากหุ้นชินคอร์ป ตั้งแต่ปี2547-2548 รวม 6 งวด เป็นเงินรวม 97.49 ล้านบาทโดยงวดที่ 1-3 จ่ายคืนพ.ต.ท.ทักษิณอ้างเป็นเงินค่าหุ้น 20 ล้านบาทและเงินปันผลที่เหลืออีก 2.5 ล้านบาท จ่ายเช็คให้ น.ส.พิณทองทาชินวัตรอ้างว่าเป็นการคืนเงินที่ฝากซื้อนาฬิกาจากต่าง ประเทศ(คลิกดู”ยิ่งลักษณ์”กับคดียึดทรัพย์”ทักษิณ”) แต่งวดที่ 3-6 ปี 2547-2548 เป็นเงิน 70.1 ล้านบาทซึ่งบมจ.ชินคอร์ปจ่ายเป็นเช็ค 44 ฉบับนั้น น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ นำเช็คเพียง2ฉบับเป็นเงินจำนวน 2.1ล้านบาทเข้าบัญชีตนเองส่วนที่เหลือ 68 ล้านบาท ใช้เช็คเงินสด 42 ฉบับถอนเงินออกจากบัญชีตนเองจำนวน 41 ครั้งต่อเนื่องกันเกือบทุกวันในแต่ละงวดเกือบทันทีที่ได้รับเงินปันผลครั้งละ 1 ล้าน 1.5 ล้าน และ 2 ล้านบาท ฯลฯ จนเกือบหมดทุกครั้งตามรายละเอียดดังนี้

เงิน ปันผลงวดที่ 3 ได้รับจำนวน 16.2 ล้านบาท เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2547 จากนั้นมีการใช้เช็คเงินสดถอนออกมา 10 ครั้ง รวม 14.2 ล้านบาท ได้แก่

  1. ถอนวันที่ 21 พฤษภาคม 2547 จำนวน 2 ล้านบาท
  2. ถอนวันที่ 24 พฤษภาคม 2547 จำนวน 1.5ล้านบาท
  3. ถอนวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 จำนวน 1.5 ล้านบาท
  4. ถอนวันที่ 26 พฤษภาคม 2547 จำนวน 2 ล้านบาท
  5. ถอนวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 จำนวน 1.5ล้านบาท
  6. ถอนวันที่ 28 พฤษภาคม 2547 จำนวน 2 ล้านบาท
  7. ถอนวันที่ 31 พฤษภาคม 2547 จำนวน 1 ล้านบาท
  8. ถอนวันที่ 1 มิถุนายน 2547 จำนวน 1.5 ล้านบาท
  9. ถอนวันที่ 3 มิถุนายน 2547 จำนวน 0.3 ล้านบาท
  10. ถอนวันที่ 7 มิถุนายน 2547 จำนวน 0.9 ล้านบาท

เงินปันผลงวดที่ 4 ได้รับจำนวน 16.56 ล้านบาท เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2547 จากนั้นมีการใช้เช็คเงินสดถอนออกมา 9 ครั้ง รวม 15.36 ล้านบาทได้แก่

  1. ถอนวันที่ 16 กันยายน 2547 จำนวน 2 ล้านบาท
  2. ถอนวันที่ 17 2กันยายน 2547 จำนวน 1.5ล้านบาท
  3. ถอนวันที่ 17 กันยายน 2547 จำนวน 2 ล้านบาท
  4. ถอนวันที่ 20 กันยายน 2547 จำนวน 1.6 ล้านบาท
  5. ถอนวันที่ 21 กันยายน 2547 จำนวน 2 ล้านบาท
  6. ถอนวันที่ 22 กันยายน 2547 จำนวน 1.7 ล้านบาท
  7. ถอนวันที่ 23 กันยายน 2547 จำนวน 2 ล้านบาท
  8. ถอนวันที่ 24 กันยายน2547 จำนวน 2 ล้านบาท
  9. ถอนวันที่ 27 กันยายน  2547 จำนวน 0.56 ล้านบาท

เงินปันผลงวดที่ 5 ได้รับจำนวน 19.44 ล้านบาท เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2548 จากนั้นมีการใช้เช็คเงินสดถอนออกมา 11ครั้ง รวม 17.94 ล้านบาท ได้แก่

  1. ถอนวันที่ 18 เมษายน 2548 จำนวน 1.5 ล้านบาท
  2. ถอนวันที่ 20 เมษายน 2548 จำนวน 1.5ล้านบาท
  3. ถอนวันที่ 21 เมษายน 2548 จำนวน 2 ล้านบาท
  4. ถอนวันที่ 22 เมษายน 2548 จำนวน 1.4 ล้านบาท
  5. ถอนวันที่ 25 เมษายน 2548 จำนวน 2 ล้านบาท
  6. ถอนวันที่ 26 เมษายน 2548 จำนวน 1.6 ล้านบาท
  7. ถอนวันที่ 27เมษายน 2548 จำนวน 1.5 ล้านบาท
  8. ถอนวันที่ 28 เมษายน 2548 จำนวน 1 ล้านบาท
  9. ถอนวันที่ 29 เมษายน 2548 จำนวน 1.44 ล้านบาท
  10. ถอนวันที่ 3 พฤษภาคม  2548 จำนวน 2 ล้านบาท
  11. ถอนวันที่ 6พฤษภาคม  2548 จำนวน 2 ล้านบาท

เงินปันผลงวดที่ 6 ได้รับจำนวน 22.5 ล้านบาท  เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2548 จากนั้นมีการใช้เช็คเงินสดถอนออกมา 9 ครั้ง รวม 19  ล้านบาทได้แก่

  1. ถอนวันที่ 13กันยายน 2548 จำนวน 2 ล้านบาท
  2. ถอนวันที่ 14กันยายน 2548 จำนวน 1.5ล้านบาท
  3. ถอนวันที่ 15 กันยายน 2548 จำนวน 2 ล้านบาท
  4. ถอนวันที่ 16 กันยายน 2548 จำนวน 1.4 ล้านบาท
  5. ถอนวันที่ 19 กันยายน 2548 จำนวน 2 ล้านบาท
  6. ถอนวันที่ 20กันยายน 2548 จำนวน 1.6 ล้านบาท
  7. ถอนวันที่ 21 กันยายน 2548จำนวน 1.5 ล้านบาท
  8. ถอนวันที่ 22 กันยายน2548 จำนวน 2 ล้านบาท
  9. ถอนวันที่ 23 กันยายน  2548 จำนวน 2 ล้านบาท
  10. ถอนวันที่ 26 กันยายน  2548 จำนวน 1.5 ล้านบาท
  11. ถอนวันที่ 27 กันยายน  2548 จำนวน 1.5 ล้านบาท

เพื่อ พิสูจน์ว่า ตนเองมิได้เป็น “นอมินี”ของ พ.ต.ท.ทักษิณ น.ส. ยิ่งลักษณ์อ้างต่อศาลฎีกาฯ ว่า  นำเงินไปตกแต่งบ้านทำสวนทำสนามฟุตบอลและสระว่ายน้ำประมาณ 20 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 6 ล้านบาท ซื้อทองคำแท่ง 13 ล้านบาท ซื้อเครื่องเพชรและเครื่องประดับ 11ล้านบาทซื้อเงินตราต่างประเทศ ประมาณ 10 ล้านบาทและสำรองไว้ที่บ้าน  8 ล้านบาท มิได้นำส่งคืน พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร อดีตภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่มีหลักฐานใดที่เกี่ยวกับการใช้เงินสดมากถึง 68 ล้านบาท มาแสดง ศาลฎีกาฯ สรุปว่า ข้ออ้างจึงรับฟังไม่ได้นอกจากจากพฤติกรรมการถอนเงินสดๆนับล้านติดต่อกัน เกือบทุกวันข้างต้นแล้ว

ปรากฏว่า ผู้ที่ไปถอนเงินสดดังกล่าวจากธนาคารเป็นทีมงานเลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมานทั้งสิ้นอาจมีผู้โต้แย้งว่า เมื่อเป็นเงินปันผลของน.ส.ยิ่งลักษณ์แล้วเจ้าของเงินจะถอนไปทำอะไรและอย่างไรก็ย่อมเป็นสิทธิที่จะทำได้ ซึ่ง คงไม่มีใครเถียงแต่คำถามคือ ในฐานะนักธุรกิจที่ทำธุรกิจอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมาและเป็นผู้บริหารบริษัท ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์พฤติกรรมการเบิกถอนเงินสดๆในลักษณะดังกล่าว น่าสงสัยหรือไม่และการเบิกถอนเงินสดในลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับข้ออ้างของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ในการใช้เงินซ่อมบ้าน ซื้อเครื่องประดับ ซื้อทองคำแท่ง และซื้อเงินตราต่างประเทศที่ต้องหอบเงินสดๆไปซื้อหรือ?

การกระทำดัง กล่าว อาจทำให้ถูกสงสัยว่า กระทำเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือไม่มีอะไรหรือ ที่ทำให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่กล้าพูด”ความจริง” ทั้งๆที่ประกาศตัวว่าจะรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ของครอบครัว

ถ้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่สามารถทำเรื่องนี้ให้กระจ่างแล้ว ระวังจะกลายมาเป็นหอกทิ่มแทงตนเองในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
โดยเฉพาะการยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)

Advertisements

งดความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s