คำเตือน: บล็อกนี้ไม่เหมาะสำหรับคนรักทักษิณ

สิ่งที่เห็น ‘น้อยกว่าสิ่งที่เป็น’ ทักษิณ โดยเปลวสีเงิน

“ทูลกระหม่อมหญิงอุบลสมรัตนฯ” โปรดให้ผู้แทนเชิญแจกันดอกไม้ประทานไปมอบให้ “นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ถึงทำเนียบฯ เมื่อเช้าวาน (๑๗ ส.ค.๕๔) เพื่อทรงยินดีที่ได้เป็นนายกฯ และวันก่อนโทรทัศน์ออกข่าว ผู้แทนพระองค์เชิญแจกันดอกไม้ประทานไปมอบให้ “นายวิทยา บุรณศิริ” รมว.สาธารณสุข และ “นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น” รมช.ถึงที่กระทรวง ทรงยินดีที่ได้เป็นรัฐมนตรี
ผมก็พลอยปลื้มไปด้วย!
ข่าวที่ชวนปลื้มต่อมา ท่านจำที่ดินรัชดาฯ ๓๓ ไร่ ที่ผัวเซ็น-เมียซื้อจากกองทุนฟื้นฟูฯ ไปในราคา ๗๗๒ ล้านบาทได้มั้ย ผัวถูกสั่งจำคุก ๒ ปี แต่หนีไป ส่วนเมีย-ผู้ซื้อไม่ผิด แต่ต้องคืนเงิน-คืนที่ดินกันไป แล้วที่ดินผืนอาถรรพณ์นี้ จากราคาที่ผัวเซ็นขายให้เมียซื้อ ๗๗๒ ล้าน
เมื่อวาน-ประมูลขายกันใหม่ “ศุภาลัย” ซื้อไปด้วยราคา ๑,๘๑๕ ล้าน!
ห่างกันร่วม ๓ เท่าตัว ผมจำได้ติดหู ตอนนั้นนักข่าวถามทักษิณว่าซื้อเอาไปทำอะไร เสี่ยดูไบตอบว่า…”เอาไว้ปลูกบ้านอยู่”
แล้วคนที่จะปลูกบ้านอยู่ด้วยเนื้อที่ ๓๓ ไร่ เมื่อวานอีกเหมือนกัน ข่าวชวนปลื้มข่าวที่สามก็กระหึ่มแต่เช้า ว่าจะบินมาที่เขมร ให้ข้าทาสบริวารจากไทยข้ามไปขัดถู-กราบกรานไข่ทองคำ!
ทักษิณมาเขมร มาคุยอะไรกะฮุน เซน “กรุงเทพธุรกิจ” ฉบับวานซืน เขารายงานข่าว ใจความว่า… “ทักษิณจะมาช่วยรัฐบาลไทยเจรจากับรัฐบาลเขมร ร่วมกันพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลบริเวณอ่าวไทย ในรูปแบบรัฐต่อรัฐ เพื่อให้ ปตท.ที่กระทรวงคลังถือหุ้นใหญ่ เข้าไปลงทุนร่วมกับเขมร….
…ทักษิณได้มอบหมายให้นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เดินหน้าสานต่อโครงการนี้ทันที…สอดคล้องกับที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน ได้เผยถึงนโยบายที่ต้องเร่งดำเนินการทันที”
แหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนไทย-เขมรนี่แหละที่ “มหาอำนาจ” ทั้งตะวันออก-ตะวันตกหวังตะครุบกันตาเป็นมัน ไม่อย่างนั้น ยูเนสโกก็ดี คณะกรรมการมรดกโลกก็ดี คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติก็ดี คงไม่ตัดสินอะไรๆ ออกมาเอียงจนทุเรศอย่างนั้นหรอก
ถามว่า “ทักษิณเป็นวิญญาณที่วนเวียนอยู่กับแหล่งพลังงานในอ่าวไทย โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ทับซ้อนไทย-เขมร ชนิดไม่ยอมไปผุดไปเกิด จริงไหม?”
ตอบว่า…จริง ล้านเปอร์เซ็นต์!
การดูทักษิณ จะดูเฉพาะตอน ไม่เอาตอนอื่นๆ มาต่อ จะไม่เห็นธาตุแท้ เพราะสิ่งที่ทักษิณเหนือคนอื่นก็ตรงที่ “คิดเป็นระบบ-เคลื่อนเป็นกระบวนการ” สิ่งเดียวกัน คนทั่วไปมองเห็น ๑ แต่ถ้าทักษิณมอง ทักษิณจะเห็นถึง ๑๐ ดังนั้น ถ้าอยากรู้ว่า…ทำไมทักษิณต้องมาคุยกะ ฮุน เซน ถึงเขมรตอนนี้?
ดูที่นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ดูที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน ดูที่ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม ดูที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ และดูที่พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม
นี่คือตัวหมาก “ทักษิโณมิกส์-ขย้อนประเทศ” ในกระดานทักษิณ!
ท่านจำได้มั้ย พอเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ฮุน เซน ก็ “เสือกข้ามประเทศ” เถื่อนจนไม่รู้จักคำว่ามรรยาท พลิกท่าทีกับไทยแบบถ่อยๆ ห้ามสื่อทุกชนิดในพนมเปญวิพากษ์รัฐบาลน้องสาวทักษิณ แล้วกวักมือเรียกทหาร เรียกรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยไปเจรจาในปัญหาที่คาค้าง
ซึ่งนี่มันชัดว่า ฮุน เซน ไม่ได้ “คิดดี-ทำดีกับไทย” ที่ทำให้เห็นว่าดีนั้น มันเป็นการ “คิดสมคบ-ทำสมคบ” กับทักษิณผ่านความเป็นประเทศไทยในผลประโยชน์ร่วมตะหาก
ยิ่งถึงขนาดจะไปบอกศาลโลกว่า ที่จะให้ประเทศที่ ๓ มาเป็นตัวกลางนั้น..ไม่ต้องแล้ว นั่นยิ่งชัด ที่แสดงตนเป็นปฏิปักษ์ต่อไทยมาตลอดนั้น ไม่ใช่ปฏิปักษ์จาก “เหตุผลทางความเป็นจริง”
หากแต่สร้างเงื่อนไขเป็น “เหตุผลสมคบ” เพื่อเป็นทัพสมทบร่วมตีขนาบ “รัฐบาลอภิสิทธิ์” เจตนาเปิดทางให้ “พรรคเพื่อไทย” ของทักษิณ เข้าควบคุมประเทศได้เร็วๆ
นั่นคือ อำนาจทักษิณคืนมาเร็วเท่าไหร่ ผลประโยชน์ร่วมกัน ระหว่างทักษิณ-ฮุน เซน ด้านพลังงานในพื้นที่ซับซ้อนซึ่งเคยตกลงกันไว้ แต่ค้างคาในข้อปลีกย่อยเรื่องส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์
ก็จะได้ “ปิดดีล” กันเสียที!
ผมบอกแล้ว มองทักษิณต้องมองเชื่อมโยงถึง ๑๐ ดังนั้น เมื่อมองความเคลื่อนไหววันนี้แล้ว ก็ต้องมองถึง ๓ เมกะโปรเจ็กต์ ที่เป็นทรีอินวันของทักษิณ นั่นคือโปรเจ็กต์ถมทะเลสร้างเมือง โปรเจ็กต์พัฒนาการขนส่งขนาดใหญ่ ซึ่งอมความถึงการขนส่งน้ำมันทางท่อ และการสร้างท่าเรือน้ำลึกด้วย
จะดูให้เห็นชัด ต้องย้อนกลับไปเมื่อ ๒๒ พ.ค.๕๑ สมัยรัฐบาล “สมัครนอมินี”!
จำได้มั้ย ทักษิณพา “สุลต่านอะห์เหม็ด บิน สุลาเยม” ประธานกลุ่มดูไบเวิลด์ ที่ตอนนั้นดังสุดขีดจากโครงการถมทะเล สร้างตึก “เบิร์จดูไบ” สูงที่สุดในโลก สร้างเกาะต้นปาล์ม ดังไปทั้งโลก แต่ตอนนี้ก็ “เจ๊ง” สนั่นไปทั้งโลกเช่นกัน
ทักษิณเชิญมา “แสดงวิสัยทัศน์” ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แล้วเชิญ “นักธุรกิจ-พ่อค้า-นักการเมือง” ไปนั่งแสร้งว่าเคลิ้มเอาใจทักษิณ ซู้ดปาก อยากได้-อยากเห็น-อยากเป็น-อยากมี อย่างนั้นในเมืองไทยบ้าง!
สุลต่านสุลาเยมจบวิสัยทัศน์ ด้วยการโอ่อวดความสำเร็จด้านธุรกิจท่าเรือ ด้านอสังหาริมทรัพย์ ด้านโลจิสติกส์ ด้านขนส่งน้ำมันทางท่อ ด้านคลังเก็บน้ำมัน รวมถึงการถมทะเลสร้างเมืองของเขา แล้วก็ตบท้ายว่า….
“นี่คือประสบการณ์ที่เราต้องการนำมาสู่ประเทศไทย!”
ความจริงตอนนั้น ดูไบ-โดยสุลาเยม ก็มีสัมปทานท่าเทียบเรือที่แหลมฉบังอยู่แล้วจนถึงปัจจุบัน ถามทักษิณ หรือใครเจอหน้านายสุริยะที่เป็น รมว.คมนาคมยุคนั้น ถามเขาดูก็ได้ว่า…จริงมั้ย?
ดูไบถือว่าเป็น “มืออาชีพ” ด้านอสังหาริมทรัพย์ ด้านคมนาคม ด้านบริหารจัดการท่าเรือ ท่าเทียบเรือของเขามีอยู่กว่า ๔๐-๕๐ ท่า ใน ๒๘ ประเทศ ฉะนั้น ที่เขาบอกว่า “ต้องการนำประสบการณ์มาสู่ประเทศไทย” มันจะเป็นอื่นไปได้อย่างไร?
ก็ทักษิณชวนมาร่วมฮุบ “เซาเทิร์นซีบอร์ด” ตามแผนพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้นั่นแหละ โดยเฉพาะโครงการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมและขนส่งสินค้า “แลนด์บริดจ์” สงขลา-สตูลนั่นไงล่ะจ๊ะ…พี่จ๋า!
วานซืน จึงเห็นหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าว “พิชัยปลุกผีแลนด์บริดจ์-ลอยแพโครงการนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกทวาย”!!
ก็จะไม่รีบพับได้ยังไง สมัย “นายสันติ พร้อมพัฒน์” เป็น รมว.คมนาคม รัฐบาลสมัคร “ดูไบ เวิลด์” ของเจ้าผู้ครองนครรัฐดูไบ เขาให้เงินแบบ “ให้เปล่า” ตั้ง ๒๐๐-๓๐๐ ล้าน เพื่อศึกษาความเหมาะสมการพัฒนาท่าเรือฝั่งอ่าวอันดามัน
โครงการ “แลนด์บริดจ์” นั่นแหละ!
ดูเหมือนว่าคืบหน้าไปถึงขั้น ครม.เห็นชอบ วางกรอบ TOR กันแล้ว เมื่อสิ้นยุคทักษิณ โครงการแลนด์บริดจ์พับไป รัฐบาลอภิสิทธิ์เดินหน้าในโครงการ “พัฒนานิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึก” อ่าวทวาย ประเทศพม่าแทน และจะใช้เป็น Gateway แห่งใหม่ของโลก
ไทย-ลาว-เขมร-ญวน-พม่า และจีนตอนใต้ ตอนนี้ตัดถนน-ทำทางรถไฟมาพบกันที่อีสาน ทางหนึ่งแยกเข้าทวายทางกาญจนบุรี ยึดอันดามัน อีกทางแยกไปลงท่าเรือแหลมฉบัง ยึดอ่าวไทย
เชื่อมระหว่างสินค้า ๖ ประเทศ ที่จะผ่านจากตะวันตกสู่ตะวันออก (East-West Economic Corridor) โดยที่เรือบรรทุกสินค้าไม่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกา ที่เชื่อมต่อมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดียอยู่ตอนนี้
และนี่…เมื่อทักษิณคว่ำแผนออกทะเลของจีนผ่านทวาย-แฉลมฉบัง เอาโครงการ “แลนด์บริดจ์” ของตัวเองที่ร่วมกับดูไบกลับมาใหม่ ทางจีนซึ่งเป็นโต้โผใหญ่จะว่าอย่างไร ก็ต้องคอยดูกัน
เพราะที่สำคัญ โครงการอีสต์-เวสต์นี้ นอกจากรองรับสินค้าจากจีนตอนใต้ไปตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรปโดยตรงแล้ว มันยังเป็น “ยุทธศาสตร์ทางทะเล” ของจีนตอนใต้โดยเฉพาะ!
เอาหละ..ทราบคร่าวๆ อย่างนี้ก็ “หมดสงสัย” กันแล้วใช่ไหมว่า ทำไมทักษิณจึงกระเหี้ยนกระหือรือถมทะเลสร้างเมืองใหม่ สร้างขนส่งระบบราง ปัดฝุ่นแลนด์บริดจ์ รีบฮุบแหล่งปิโตรเลียมพื้นที่ทับซ้อนกับเขมร ตะกลามถึงขั้นจะเอาเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่ตอนนี้ ๑.๘๗ แสนล้านดอลลาร์ ไปซื้อแหล่งพลังงาน!
แหล่งไหนก่อนล่ะ…แหล่งทับซ้อน “ทักษิณ-ฮุน เซน” ก่อนเลยดีมั้ย?
แลนด์บริดจ์ตามแผนทักษิณ คร่าวๆ โลจิสติกส์ทั้งระบบ ท่อส่งน้ำมันเชื่อมต่ออันดามันกับอ่าวไทย ต้องใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า ๑.๕ ล้านล้านบาท สงสัยสุดท้ายคงต้องเอาทองคำ “พระหลวงตามหาบัว” ไปถมร่วมกับดูไบเวิลด์ด้วย
หรือจะ “ถม-ถอนทุน” ให้ใครก็ไม่รู้นะ?

Advertisements

การแสดงความเห็นถูกปิด