คำเตือน: บล็อกนี้ไม่เหมาะสำหรับคนรักทักษิณ

เตะหมูเข้าปากหมา

ปฏิบัติการ “เตะหมูเข้าปากหมา” ของชูวิทย์ เริ่มแล้วจ้าได้ทั้งกล่องได้ทั้งเงิน

เปลว สีเงิน

30 สิงหาคม 2554

ช่วงนี้มีนักเตะฝีเท้าเยี่ยมด้วย “แท็กติกหลักแหลม” เกิดขึ้นในบ้านเมือง ๑ คน คือ “ส.ส.ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์” ขึ้นชั้นดิวิชั่น ๑ ลงสนามรัฐสภานัดแรก ส่งลูกกลางสนามเข้าตีนรัฐบาล “ยิงประตูตำรวจ” ระยะเผาขน  ชนิดนายทวาร “พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี” ไม่ทันได้ขยับตัว ลูกพุ่งชนพุงเข้าตุงตาข่ายไปแล้ว
เฮ…สะใจกันทั้งสนาม ส.ส.คืนเดียวขึ้นชั้นเป็น “ดาราเกือกทอง” ไปทันที  กี่โพลต่อกี่โพลผลสำรวจออกมา…ชูวิทย์เป็น ส.ส.ที่เลือกเข้าไปไม่เสียข้าวสุก!
ผมก็เฮ…และตะโกน ชูวิทย์…ชูวิทย์..พร้อมยกให้ ๒ แม่โป้ง ที่ประทับใจ  ไม่ใช่จากการส่งลูก แต่ประทับใจในแท็กติกคาบลูก-คาบดอก “เหนือคนดู-เหนือคนเล่นการเมือง” ทั่วไป จนคนดูเคลิ้มตาม
“มาราโดนา” ใช้ลูก “หัตถ์พระเจ้า” สร้างตัวเป็น “พระเจ้าลูกหนัง” นายชูวิทย์ก็กำลังใช้ “หัตถ์พิฆาต” สร้างตัวเป็นดาวสภา!
การประชุมรัฐสภาวันนั้น เป็นการประชุมในญัตติ “แถลงนโยบายของรัฐบาล” และถือว่าในช่วงนั้นบ้านเมืองอยู่ในช่วงหัวเลี้ยว-หัวต่อของการปรับเปลี่ยนและส่งต่ออำนาจบริหารประเทศ
ฉะนั้น ด้วยกาลเทศะ เรื่องที่ท่านผู้ทรงเกียรติจะพูดกันในรัฐสภาสมาคมวันนั้น ก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายผู้บริหารใหม่จะเสนอแนวทางบริหารและแนวทางปฏิบัติให้บรรดาสมาชิกรัฐสภาฟัง และเมื่อฟังแล้วก็ให้บรรดาสมาชิก “วิจารณ์” เพื่อเสริมในเรื่องที่ควรเสริม และติงในเรื่องที่ควรติงตามกรอบแห่งนโยบายนั้น
แต่จู่ๆ นายชูวิทย์ก็นำเรื่อง “บ่อนกลางกรุง” อันเป็นเรื่องนอกกรอบ  “แถลงนโยบาย” มาอภิปราย แน่นอนล่ะ ลองขึ้นชื่อว่าตำรวจ จุดสลบรอบตัวอยู่แล้ว แตะตรงไหนก็ใช่ทั้งนั้น และในใจลึกๆ ของชาวบ้านร้อยละ ๙๙ “เกลียดระคนกลัว” ตำรวจทั้งนั้น
ดังนั้น เมื่อนายชูวิทย์ “ลากไส้ตำรวจ” คุมบ่อน-คุมอบายมุขประกอบวิดีโอจะจะเช่นนั้น ทุกคนซี้ดดดด ถูกใจ…สะใจ…ที่นายชูวิทย์ทำแทนในสิ่งที่พวกเขาอยากทำ แต่ทำไม่ได้ และไม่กล้า
เพราะถูกใจ-สะใจ ถึงฉงน แต่ก็ไม่มีใครติดใจในประเด็นว่า…นี่มันวาระแถลงนโยบายรัฐบาล ไม่ใช่วาระที่ผู้อภิปรายคนไหนจะลงรายละเอียดเฉพาะเรื่อง-เฉพาะตัวบุคคล นอกกรอบนโยบาย แบบนี้มันเป็นการอภิปรายแบบ “มีงาน” ค่อนข้างชัด
ปกติประธานในที่ประชุมจะเตือน และให้ยุติการอภิปรายนอกกรอบนั้น!
แต่ที่ผมเห็นวันนั้น ทั้ง “นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” ผู้ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม และบรรดาองครักษ์เพื่อไทย ไม่มีใครยกมือเหนือศีรษะ ลุกขึ้นยืน แล้วอ้างข้อบังคับ ให้ท่านประธานวินิจฉัยเลยว่า ที่นายชูวิทย์อภิปรายนั้น ไม่เกี่ยวกับการแถลงนโยบายเลย
ตรงกันข้าม ชัดเจนว่า ตัวประธานรัฐสภาเองรู้ล่วงหน้าและร่วมมือ พร้อมเปิดไฟเขียวให้นายชูวิทย์อภิปรายได้เต็มกระทอก ดังจะเห็นได้จากที่ก่อนนายชูวิทย์จะอภิปราย ได้พูดกับนายสมศักดิ์ว่า “ขออนุญาตนำคลิปวิดีโอที่ส่งให้ตรวจแล้วฉายประกอบการอภิปรายด้วย”
ผมนั่งดูการอภิปรายประกอบคลิปบ่อนกลางกรุงจนจบ ไม่พบว่าฝ่ายรัฐบาลหรือใครประท้วงซักแอะ ผมแอบชมนายชูวิทย์ในใจว่า…เจ๋งว่ะ…เจ๋ง นี่ถ้าบิ๊กจ๊อด “พลเอกสุนทร คงสมพงษ์” ยังมีชีวิตอยู่ เห็นอย่างนี้ ต้องตบหลังป้าบ พร้อมชม
“ไอ้น้องรัก…เอ็งเก่ง”!
ผมก็มานั่งทบทวน นายชูวิทย์บอกว่าบ่อนนี้เปิดมานานแล้ว และส่งคนเข้าไปแอบถ่ายมาเป็นสัปดาห์หรือร่วมสัปดาห์ พูดง่ายๆ คือ เปิดมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่ตอนนำมาแฉ นายอภิสิทธิ์ถือว่า “หมดหน้าที่” ไม่เกี่ยวแล้ว  และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ “นายกฯ ใหม่” ก็ยังไม่เกี่ยวเช่นกัน
เพราะยังไม่ได้แถลงนโยบาย ยังไม่ได้เข้าบริหาร!
แล้วนายชูวิทย์นำเรื่อง “จองเวรตำรวจ” อันเป็นเรื่องนอกวาระมาโยนโครมกลางรัฐสภา ในขณะบ้านเมืองว่างเจ้าภาพด้วยเจตนาอะไร ผมไม่ได้ติดใจเรื่องบ่อน เห็นด้วย…ที่ต้องช่วยกันขจัดสิ่งไม่ถูกต้อง
แต่ผมสงสัยว่า…รู้ตั้งนาน แล้วอุบไว้ทำไม ปกติก็สร้างภาพลักษณ์ตัวเองว่าเป็นจอมแฉ จอมปราบคอรัปชั่น ตอนหาเสียงก็เห็นแฉทุกเรื่อง
แต่กับเรื่องนี้กลับอุบไว้ พอถึงช่วงหัวเลี้ยว-หัวต่ออำนาจบริหารใหม่ กลับคล้ายปูทางให้รัฐบาลใช้เป็นเงื่อนไขนำไปอ้างสู่การ “จัดสรรตำแหน่งใหม่” ในสถาบันตำรวจ เหมือนส่งลูก “ใส่พาน” ให้ยิงกันเหน่งๆ
WIN…WIN ด้วยกัน อะไรประมาณนั้น!?
เพราะอย่างนี้กระมัง เกือบทุกเรื่องที่ฝ่ายค้านอภิปรายนโยบายรัฐบาล  รัฐมนตรีก็ดี นายกฯ ยิ่งลักษณ์ก็ดี จะลุกขึ้นมาแก้ตัวด้วยคีย์เดียว-คำเดียวกันว่า
“ยังไม่ทันได้ลงมือทำงานเลยวิจารณ์กันแล้ว ขอโอกาสทำงานซักระยะก่อนได้มั้ยคะ”!
แต่กับเรื่อง “บ่อนกลางกรุง” ทั้งพรรคเพื่อไทย และทั้งนายกฯ ยิ่งลักษณ์  ไม่มีใครพูดว่า “ยังไม่ได้ลงมือทำงาน ขอโอกาสทำงานก่อนได้มั้ยคะ” เลย?
มีแต่โดดรับลูกชูวิทย์ อย่างท่านรองนายกรัฐมนตรี “ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง” เพื่อนเลิฟผม ผู้ได้รับมอบอำนาจจากนายกฯ ให้กำกับดูแลกิจการตำรวจ  นี่ก็ถือว่ามีแท็กติกยอดเยี่ยมทางบริหารการเมืองที่ชูวิทย์ไม่กล้าแหยม และท่านรองฯ เฉลิม ก็ไม่อยากตอแยชูวิทย์
คือเซียนย่อมรู้ทางเซียน อะไรประมาณนั้น!
ใครๆ ก็รู้ว่า ชูวิทย์นั้น “รักระคนแค้น” ชนิดฝังเขี้ยวอยู่กับตำรวจ และใครก็รู้ว่า อำนาจเหนือคน ๖๓ ล้านคนตัวจริง-เสียงจริงคือ “ตำรวจ” ดังนั้น ไม่ว่าฝ่ายไหนขึ้นมาเป็นรัฐบาล หน่วยงานแรกที่เขาจำเป็นต้อง “ใช้อำนาจเหนืออำนาจ” เข้าไปควบคุมคือ
“ตำรวจ”!
แต่เดี๋ยวนี้ “แต่งตั้ง-โยกย้ายนายตำรวจ” ตามอำเภอใจ มันไม่ง่ายเหมือนยุคก่อนๆ โดยเฉพาะตำแหน่ง “ผบ.ตร.” ด้วย กฎหมายระบุชัด ถ้าเจ้าตัวไม่ยินยอมย้าย จะย้ายเขาไม่ได้ ถ้าจะย้ายก็ต้องหาเหตุมาเป็นเงื่อนไข และมีกำหนดเวลา จะ “ย้ายแช่” โดยไม่มีความผิดไม่ได้
และมันช่างบังเอิญจริงๆ ชูวิทย์ก็ทำหน้าที่ “ค้านโดยสุจริต” ของเขา ฝ่ายรัฐบาลใหม่ ก็ต้องบริหาร-จัดการบุคคลและงานตามภาระรับผิดชอบของเขา  “ต่างคน-ต่างเป้าหมาย” แต่สิ่งที่ทำนั้น บังเอิ๊ญ…บังเอิญ…เหมือนฟ้าอุ้มสม เลยมองดูคล้ายกับว่า
“ชูวิทย์พาดบันไดให้เฉลิมปีนขึ้นไปหมายบั่นคอวิเชียร”
เพื่อเอาเศียรใหม่ “เศียรเพรียวพันธ์” ขึ้นไปสวมใส่แทน”!?

ความจริงเรื่องในครอบครัวตำรวจไม่อยากแตะ คือธรรมชาติเขาเป็นอย่างนั้น ใครก็ไม่ต้องไปสงสาร หรือเรียกร้องความชอบธรรมให้กับใคร เพราะตำรวจเขามีกระบี่คนละเล่มเป็นสัญลักษณ์ อยู่ด้วยกัน สีเดียวกันก็จริง แต่ใครเผลอ…ถูกเสียบ!
ดังนั้น จึงเห็นเป็นวัฒนธรรมองค์กรไปแล้วที่ตำรวจจะเหยียบกันเอง-ฆ่ากันเอง เพื่อแย่งกันอยู่-แย่งกันใหญ่ เกิดช่องว่างให้ “อำนาจนอกองค์กร”  สามารถเข้าไปควบคุมสั่งการ-บัญชาการ-แต่งตั้ง-โยกย้าย ในสถาบันตำรวจได้ทุกยุค-ทุกสมัย
แต่เราก็ต้องยอมรับความจริงด้วยเช่นกันว่า ปัจจุบันนี้โครงสร้างสังคมมันเปลี่ยนไปมาก ทั้งคน ทั้งวัตถุ ทั้งพฤติกรรม และเรื่องราว มันมีมากหลาย และนานารูปแบบ
แต่เราไม่ได้พัฒนา “องค์กรตำรวจ” ให้สอดคล้องกับสภาพนั้น แล้วเราก็มุ่งหวังทุกอย่างเอากับตำรวจ ตำรวจก็คือคนเหมือนเรา มีครอบครัว มีสุข มีทุกข์  มีซื่อ มีอสัตย์ เกลียดจน อยากรวย ตำรวจสมัยก่อน ความหมายก็ปราบปราม จับโจรผู้ร้าย คลี่คลายเรื่องทะเลาะเบาะแว้งชาวบ้าน
คน ๒๐-๓๐ ล้าน ก็พอไหว แต่วันนี้ เฉพาะคนไทยก็ ๖๐ กว่าล้าน แล้วต่างบ้าน-ต่างเมืองแฝงอยู่อีก ๑๐-๒๐ ล้าน ตำรวจเหมือนเดิม-เท่าเดิม มันจะบริการยังไงไหว?
ทุกวันนี้ “ทุกอย่าง” คลอดลูก งูเข้าบ้าน กระทั่งครกส้มตำไม่เหมือนรูปในโบรชัว ก็เรียกตำรวจ เรียกว่าตำรวจเป็นยาสามัญประจำบ้านของประเทศไทยไปแล้ว
แล้วเราจะไปเอาอะไรนักหนากับตำรวจ เห็นใจเขาบ้างเถอะ เรารีดแรงงานและเคี่ยวเข็ญเอางาน “ทุกอย่าง” กับตำรวจมากเกินไปหรือเปล่า เมื่อเทียบกับสิ่งที่รัฐตอบแทนให้เขาน่ะ?
เขาก็เลยไป “สวมเสื้อแดง” กันมากต่อมาก!
นัยว่าระบอบทักษิณตอบแทนดีกว่า ให้โอกาสใช้อำนาจเป็นเบ็ดไปตกปลากินได้ตามใจชอบมากกว่า ตอนนี้ตำรวจจึง “แดงทั้งครอบครัว” จนเถือกไปทุกที่
ผมดูท่านรองฯ เฉลิมสัมภาษณ์วานนี้ (๒๙ ส.ค.๕๔) อดเป็นห่วงไม่ได้  อย่าเร่งเครื่องหนักนัก ตำแหน่งท่านใหญ่ ผมยอมรับ แต่คำพูด-คำจา และการแอ็กอาร์ตท่าน ไม่จำเป็นต้องใหญ่นักหรอก “ดาวพุธ” มันเสียน่ะ
คำว่า” เร่งเครื่อง” ของผมคือ ผมเป็นท่าน ผมก็อยากเข็นให้ “พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์” พี่ชายคุณหญิงพจมานได้เป็น ผบ.ตร.
แต่อะไรที่มันใช่ ก็ต้องใช่ ถ้ามันไม่ใช่ ก็ต้องไม่ใช่ อย่าเอาเบนซินไปล่อไฟ เพราะรักใคร่กันหรอกจึงบอกให้.

Advertisements

การแสดงความเห็นถูกปิด