คำเตือน: บล็อกนี้ไม่เหมาะสำหรับคนรักทักษิณ

รู้ทัน “สุนัขรับใช้” รู้ทัน “ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์”


ถ้าหากเปิดให้มีการพนันหรือเปิดราคาในบ่อน ทั้งที่ถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย อัตราต่อรองในกรณีเด้ง “บิ๊กน้อย-พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี” พร้อมทั้งผลักดันให้ “บิ๊กอ๊อฟ-พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์” มานั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแทน คงจะไหลไปสุดกู่ถึงขนาดหาคนแทงไม่ได้ และบางบ่อนก็อาจประกาศปิดรับแทงเอาเสียดื้อๆ

เพราะขณะนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า พล.ต.อ.เพรียวพันธุ์นอนมาในเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในยุครัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีรองนายกรัฐมนตรีซึ่งได้รับมอบหมายให้คุมตำรวจอย่าง “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” มาตั้งแต่ต้นจนจบ

อย่างไรก็ตาม ความฝันที่กำลังจะกลายเป็นความจริงของบิ๊กอ๊อฟนั้น จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าหากไม่มีชายชื่อ “ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์” เป็น “ตัวชง” เป็นตัวเปิดเกมและเปิดทางให้มีเหตุอันควรในการเด้งบิ๊กน้อย

ดังนั้น จึงต้องบอกว่า นี่คือผลงานของนายชูวิทย์ล้วนๆ

ทว่า ผลงานอันเอกอุของนายชูวิทย์ชิ้นนี้ก็ทำให้สังคม สาวกของนายชูวิทย์ รวมถึงผู้ที่ตัดสินใจกากบาทเลือกนายชูวิทย์ให้เข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายค้านในรัฐสภาตามที่เขาปวารณาตัว ได้รู้เช่นเห็นชาติของเจ้าพ่ออ่างชนิดแจ่มแจ้งแดงแจ๋ทีเดียวว่า เขาคือแนวร่วมรัฐบาลที่แฝงตัวมาเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งพร้อมจะ “รับงาน” พิเศษในการเปิดเกมและทำลายเกมของฝ่ายตรงข้ามเพื่อความเนียนของแผนปฏิบัติการ

ในที่สุดสังคมก็รับรู้ได้ถึงความสัมพันธ์แบบลับลวงพรางระหว่างนายชูวิทย์กับพรรคเพื่อไทย รวมทั้ง นช.ทักษิณ ชินวัตรได้ว่า ดำเนินไปอย่างสอดรับกันเป็นปี่เป็นขลุ่ยแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม เรื่องลับลวงพรางของนายชูวิทย์ไม่ได้มีแค่เพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้น เพราะถ้าย้อนหลังกลับไปเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต รวมถึงที่กำลังจะอุบัติในอนาคต ก็ไม่สามารถมองเป็นอื่นหรือปฏิเสธได้ว่า นายชูวิทย์คือม้าใช้ตระกูลชินคนสำคัญ

  และคาดว่า ค่าน้ำร้อนน้ำชาที่นายชูวิทย์ได้รับคงจะมากพอดู ไม่เช่นนั้นแล้วคงจะไม่สามารถขึ้นป้ายโฆษณาพรึ่บเต็มกรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด รวมถึงสามารถออกรายการของนายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ได้บ่อยครั้งจนผิดปกติเช่นนี้

**รับงานชิ้นแรก ตั้งพรรครักประเทศไทย
ตัดคะแนนปชป.-โหวตโน

สำหรับเจ้าของธุรกิจอาบอบนวดที่พลิกบทบาทมาเป็น “หัวหน้าพรรครักประเทศไทย”พร้อมทั้งก้าวขึ้นเป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อผู้ทรงเกียรติในสภาอย่าง “นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” นั้น ต้องบอกว่า ชั่วโมงนี้เขาประสบความสำเร็จยิ่งในการสร้างภาพลักษณ์ตัวเองขึ้นมาใหม่ให้โดนใจประชาชน

ไม่เช่นนั้นแล้ว เจ้าพ่ออาบอบนวดอย่างเขาคงไม่สามารถนำตัวเองและลูกน้องเข้าสภาได้ถึง คน

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากย้อนดูพฤติกรรมย้อนหลังของนายชูวิทย์ก่อนที่จะมารับงานเด้ง พล.ต.อ.วิเชียรนั้น ก็คงไม่น่าแปลกใจเพราะสามารถเห็นร่องรอยของความผิดปกติอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตัดสินใจตั้งพรรครักประเทศไทยที่นายชูวิทย์ประกาศชัดเจนว่า ขอเป็นฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่โดนใจและทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยติดกับดับทางการตลาดของเขา

 ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า การตั้งพรรครักประเทศไทยของนายชูวิทย์นั้น มีความไม่ชอบมาพากลอยู่ไม่น้อย ยิ่งเมื่อมองป่าทั้งป่าก็จะพบว่า พรรคของนายชูวิทย์ไม่ได้มีผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทยรวมถึงพรรคแนวร่วมแต่ประการใด เนื่องจากฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยเป็นคนต่างจังหวัด และบรรดารากหญ้า หากแต่พรรคของนายชูวิทย์มีเป้าหมายชัดเจนอยู่ที่การช่วงชิงคะแนนเสียงของคนชั้นกลาง คนกรุงเทพฯ และคนที่กำลังเบื่อหน่ายทางการเมืองอย่างหนัก ซึ่งนั่นกระทบต่อคะแนนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันก็ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ที่ยังไม่เชื่อมั่นว่า การไปใช้สิทธิในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนให้ใครหรือVOTE NO ไม่น้อยเช่นกัน

หรือสรุปง่ายๆ ก็คือ พรรครักประเทศไทยของนายชูวิทย์ตั้งขึ้นมาเพื่อตัดคะแนนพรรคประชาธิปัตย์และ VOTE NO โดยตรง ซึ่งเท่ากับเป็นผลดีทางอ้อมต่อพรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้ นายชูวิทย์นั้นถึงขนาดกล้าประกาศยกหางตัวเองว่า เลือกนายชูวิทย์ดีกว่าโหวตโน เพราะแม้จะมีเสียงเดียวแต่ก็เป็นการเสนอตัวว่าเป็นพรรคการเมืองทางเลือกใหม่ที่ไม่ใช่สนใจแต่จะขอเป็นรัฐบาลเพื่อเข้าไปกอบโกย  พร้อมทั้งปั่นกระแสในสังคมออนไลน์ว่า “โหวตโนเป็นคนสิ้นคิด โหวตให้ชูวิทย์ซะเลยก็สิ้นเรื่อง”

สอดคล้องกับกระทู้ที่บรรดาคนเสื้อแดงนำเสนอผ่านสังคมออนไลน์กันอย่างสนุกปากโดยเฉพาะขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ดที่ตีฆ้องร้องป่าวกันอย่างสนุกสนานว่า เลือกชูวิทย์ดีกว่าโหวตโน ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย

ในช่วงนั้น สังคมได้ตั้งคำถามเอากับนายชูวิทย์มากมายว่า การรณรงค์ด้วยการป่าวประกาศขอโอกาสให้ตนเองไปเป็นฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลนั้น ทำไมนายชูวิทย์ถึงเพิ่งมาคิดหรือมาทำในช่วงที่มีการเลือกตั้ง ถ้าเจ้าพ่ออ่างเป็นคนดีและตั้งใจทำงานจริง ทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่เคยแสดงท่าทีในการตรวจสอบคอรัปชันที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่เพียงครั้งเดียว

ทำไมนายชูวิทย์ถึงเพิ่งมาตรวจสอบความทุจริตในโครงการแอร์พอตลิงก์ของพรรคภูมิใจไทยและทำไมนายชูวิทย์ถึงเพิ่งมาตรวจสอบพรรคประชาธิปัตย์ในโครงการเรียนฟรี15 ปีของพรรคประชาธิปัตย์ว่า ฟรีไม่จริง

และข้อสำคัญคือ แทบไม่ปรากฏว่า นายชูวิทย์เคยออกปากวิพากษ์วิจารณ์พรรคเพื่อไทยของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ในช่วงนั้น สังคมตั้งคำถามเอากับนายชูวิทย์ว่า การก่อกำเนิดของพรรคพรรคนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ นช.ทักษิณ ชินวัตรและเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่จะดึงคะแนนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ เพราะถ้าหากยังจำกันได้ในช่วงที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงเกิดอาการงอนเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตัดสินใจเด็ดขาดให้นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน เป็นผู้นำทัพในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแทน ร.ต.อ.เฉลิม เขาประกาศจะตั้ง “พรรคทางเลือกใหม่” ก็มีข้อมูลยืนยันว่า ปรากฏชื่อของนายชูวิทย์เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคร่วมกับเป็ดเหลิมด้วย

“จะไม่มีการดึง ส.ส.คนอื่นๆ ในพรรคเพื่อไทยออกตามมาอย่างแน่นอน ส่วนกรณีการตั้งพรรคใหม่ ผมได้มีการพูดคุย นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีต ส.ส.พรรคชาติไทย และก็จะมีการติดต่อกับนายนิติภูมิ นวรัตน์ เพราะหากนำเอาคะแนนเสียงที่ทั้ง คนนี้ได้ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มารวมกันก็จะได้เกินกว่า ล้านเสียง ส่วนผมยังยืนยันว่าสโลแกนของพรรคใหม่นั้น ยังยึดการลดความขัดแย้ง เน้นความปรองดอง และชู พ.ต.ท.ทักษิณร.ต.อ.เฉลิมประกาศชัดเจน

 และคำพูดของ ร.ต.อ.เฉลิมก็สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขา นายนิติภูมิ นายชูวิทย์และ พ.ต.ท.ทักษิณได้เป็นอย่างดี

ซ้ำร้ายในการรณรงค์หาเสียง นายชูวิทย์ยังแบะท่าในการชวนพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านอีกต่างหาก รวมทั้งหนุนพรรคเพื่อไทยให้เป็นรัฐบาลอยู่ในที ดังคำพูดที่ว่า“ผมอยากทำงานเป็นฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเป็นพรรคที่มีบุคลากรพร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้าน พรรคนี้มีทนายเยอะ ทนายที่ไหนที่จะเข้ามาทำงานสร้างสรรค์ พวกเขาถนัดเรื่องค้าน แย้ง ขณะที่พรรคเพื่อไทย ในบทบาทฝ่ายค้านเป็นเรื่องที่ค่อนข้างก้ำกึ่ง ถ้าต้องทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ก็เป็นอย่างจำใจ เพราะมีวาระแอบแฝงอยู่ แต่ก็อีกนั่นแหละ ตั้งใจจะเป็นฝ่ายค้านประกาศออกๆ ไปก็เท่านั้น กวักมือเรียกใครมาร่วมก็คงไม่มา”

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วนายชูวิทย์ก็ไม่ได้ร่วมงานทางการเมืองกับ ร.ต.อ.เฉลิม เพราะคิดสะระตะแล้วว่า ได้ไม่คุ้มเสีย เนื่องจากชื่อของ ร.ต.อ.เฉลิมในพื้นที่กรุงเทพมหานครไม่ค่อยจะดีเท่าใดนักและพาลจะทำให้ยุทธศาสตร์ที่วางไว้คือการตัดคะแนนเสียงจากพรรคประชาธิปัตย์พังพินาศไป นายชูวิทย์จึงตัดสินใจตั้งพรรครักประเทศไทยขึ้นมาตามลำพัง ซึ่งสุดท้ายแล้วด้วยช่องว่างทางการเมืองและการวางแผนการตลาดอันแยบยลโดยประสานมืออย่างเหนียวแน่นกับ “นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา” ที่ส่งผลทำให้เขาสามารถโผล่หน้าออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ถี่ยิบจนผิดสังเกต ก็ส่งผลทำให้พรรครักประเทศไทยของเขาได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อถึง 4คน

ชัดถ้อยชัดคำ ชนิดที่ไม่สามารถหาคำอธิบายใดๆ มาแก้ตัวได้

**รับงานชิ้นสอง แย่งซีน ปชป.
ปฏิบัติเลื่อยขาเก้าอี้ วิเชียร

 หลังเสร็จสมอารมณ์หมายด้วยการนำ ส.ส.สังกัดพรรครักประเทศไทยเข้าสภาได้ถึง คน ชื่อของนายชูวิทย์ดูจะเงียบหายไปอย่างผิดสังเกต นายชูวิทย์ไม่ได้เปิดปากวิพากษ์วิจารณ์นโยบายทักษิณคิดเพื่อไทยทำแต่ประการใด แถมยังเสียรังวัดไปไม่น้อยในช่วงเปิดสภา เมื่อพยายามไปแย่งมุมประจำพรรคชาติไทยพัฒนาของนายบรรหาร ศิลปอาชาในสภา อดีตรังเก่าที่เขาเคยร่วมสังกัดและเป็นถึงรองหัวหน้าพรรคก่อนที่จะแตกคอและตัดสินใจลาออกจากพรรคบรรหารบุรี จนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ต้องให้เจ้าหน้าที่พาตัวออกจากห้องประชุม

ไม่มีแม้แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ปรากฏให้เห็น ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่า นายชูวิทย์กำลังซุ่มทำอะไรอยู่กันแน่

 และในที่สุด หาง” ของนายชูวิทย์ก็โผล่ในการแถลงนโยบายบริหารประเทศต่อรัฐสภาของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์
      
เมื่อนายชูวิทย์รับงานแฉแหลกเรื่องการเปิดบ่อนการพนันผิดกฎหมายในกรุงเทพมหานคร โดยมีการนำคลิปมาเผยแพร่ในรัฐสภาอย่างเอิกเกริก ด้วยความร่วมมือเป็นอย่างดีของขุนค้อน-นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงสมาชิก ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลที่เปิดโอกาสให้แฉเต็มที่ โดยไม่มีองครักษ์พิทักษ์นายหญิงคอยประท้วงให้วุ่นวายใจแต่อย่างใด

ที่สำคัญคือ ข้อมูลที่นายชูวิทย์นำมาแฉในสภานั้น เสี่ยอ่างผู้นี้ก็ยอมรับเองว่า บ่อนนี้เปิดมานานแล้ว และส่งคนเข้าไปแอบถ่ายมาเป็นสัปดาห์หรือร่วมสัปดาห์ ซึ่งก็ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า นายชูวิทย์เก็บข้อมูลเอาไว้ทำไม และทำไมถึงเลือกมาแฉในช่วงจังหวัดที่คนทั้งประเทศรู้อยู่แก่ใจว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยกำลังหาเหตุเด้ง พล.ต.อ.วิเชียร เพื่อผลักดันให้พี่ชายของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร์ก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการการตำรวจแห่งชาติสมความมุ่งมาดปรารถนาเสียที

เพราะปฏิบัติการแฉของเขาในครั้งนี้ตามมาด้วยการเด้งรับของ “เป็ดเหลิม” ผู้ที่เคยประกาศจะทำงานการเมืองร่วมกันด้วยประโยคคำพูดอมตะที่สะท้อนความในใจออกมาอย่างชัดเจนว่า “ในเรื่องนี้ผมไม่มีอำนาจหรอก แต่การจะย้าย ผบ.ตร.ได้นั้น ตามพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2547 มาตรา 62 ระบุว่า ต้องจากความสมัครใจหรือยินยอม หรือหากไม่สมัครใจหรือยินยอมก็ย้ายได้ โดยนายกรัฐมนตรีสามารถย้ายให้ไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ อย่างไรก็ตาม ผมต้องปรับเปลี่ยนแปลงการทำงานของตำรวจแน่ เพื่อใช้คนให้ถูกกับงาน เพราะมีบ่อนเต็มไปหมด ยาเสพติดระบาด อบายมุขเลอะเทอะ ซึ่งตรงนี้ผู้บังคับบัญชาจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ …..ไม่ทราบว่าท่านจะได้เป็นหรือไม่เพราะผมไม่มีอำนาจ แต่ตอนปฏิวัติย้ายท่านเพราะเป็นญาติกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปย้ายเขาทำไม เพราะเพรียวพันธ์อาวุโสกว่าทุกคนก็ไปหาเรื่องลงโทษ หาเรื่องกลั่นแกล้ง เพราะเป็นญาติของ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วพอจะได้เป็น ผบ.ตร.บ้าง ก็เป็นญาติพ.ต.ท.ทักษิณอีก แล้วความชอบธรรมอยู่ตรงไหน ผมอธิบายได้ ตอบได้”

ดังนั้น ข้อกล่าวหาที่ว่านายชูวิทย์รับงานเพื่อปลด พล.ต.อ.วิเชียรจึงไม่เกินเลยจากความจริงเท่าใดนัก

นอกจากนี้ การออกมาปฏิบัติการแฉกลางสภาดังกล่าวยังทำให้ภาพลักษณ์ของเขาโดดเด้งขึ้นมาในฉับพลันทันที ทั้งๆ ที่เรื่องที่นายชูวิทย์นำออกมาแฉก็เป็นเรื่องที่รับรู้กันอยู่ในสังคมไทยว่า มีอยู่อย่างดาษดื่นชนิดที่หยิบขึ้นมาแฉเมื่อไหร่ก็เป็นเรื่องเมื่อนั้น เพียงแต่จะเลือกหยิบมาแฉในช่วงไหน เวลาใดเท่านั้น ซึ่งจังหวะและเวลาที่นายชูวิทย์เลือกที่จะนำมาแฉก็ต้องบอกว่าถูกกาลเทศะเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะสามารถช่วย “ตัดเกม” ที่กำลังเพลี้ยงพล้ำของพรรคเพื่อไทยในสภา รวมทั้งความจริงที่นับวันจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับนโยบายทักษิณคิด เพื่อไทยทำ สามารถเบี่ยงประเด็นความสนใจของคนทั้งประเทศแล้ว ปฏิบัติการของเขายังเป็น “ตัวชง” ในการเลื่อยเก้าอี้ พล.ต.อ.วิเชียรได้อย่างพอเหมาะพอเจาะราวกับเขียนบทเอาไว้ล่วงหน้า

ขณะเดียวกันผลงานอันเอกอุของเขาได้ส่งผลทำให้เจ้าพ่ออาบอบนวดอย่างเขาติดอันดับ 1 ของนักการเมืองที่อภิปรายในช่วงรัฐบาลแถลงนโยบายและได้รับโหวตให้เป็น“ดาวเด่น” ในการอภิปรายครั้งนี้จากการสำรวจความคิดเห็นของสาธารณชนจากสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยประชาชนร้อยละ 90.7 เห็นว่านายชูวิทย์เป็นผู้อภิปรายได้ถูกใจและทำให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมมากที่สุด รองลงมาร้อยละ 61.1คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 59.7 คือ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ที่เห็นว่า นายชูวิทย์เป็นดาวเด่นในการอภิปรายครั้งนี้ เนื่องจากกล้านำปัญหาบ่อนการพนัน อันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงมาตีแผ่และต้องการให้นายชูวิทย์ ตีแผ่ความจริงต่อไป

นี่คือผลงานเด้งที่สองที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย หากแต่ได้ผ่านการวางแผนจากนายชูวิทย์อย่างเป็นระบบเอาไว้ล่วงหน้า

ที่เด็ดไปกว่านั้นก็คือ นอกจากจะเป็นตัวชงในการปลด พล.ต.อ.วิเชียร นอกจากจะทำให้เขาเป็นดาวเด่นในการอภิปรายในฉับพลันทันทีแล้ว ยังมี “เด้งที่สาม” ที่ออกดอกออกผลให้เห็นเป็นรูปธรรมอีก เพราะปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า ปฏิบัติการแฉครั้งนี้ได้“ขโมยซีน” ฝ่ายค้านมืออาชีพอย่างพรรคประชาธิปัตย์ไปอย่างหลุดลุ่ย โดยสามารถชนะเจ้าของฉายา “ดีแต่พูด” อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไปชนิดคะแนนทิ้งขาดทีเดียว

อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์การอภิปรายของนายชูวิทย์ รวมถึงบทบาทของเขาหลังจากที่พรรคเพื่อไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เป็นผลสำเร็จ ก็จะเห็นได้ว่า นายชูวิทย์ไม่เคยเปิดปากวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา

นายชูวิทย์ไม่สนใจไยดีที่จะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน

นายชูวิทย์ไม่สนใจไยดีที่จะวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเงินเดือนปริญญาตรี 15,000บาท

นายชูวิทย์ไม่สนใจไยดีที่จะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนทั่วประเทศ
      
 และแม้กระทั่งเรื่องบ่อนเอง นายชูวิทย์ก็มิเคยที่กล่าวถึง บ่อนประตูน้ำ” ซึ่งมีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งกับนายห้างตราดูไบ รวมทั้ง บ่อนพระราม ซอย 66”พื้นที่รับผิดชอบของ สน.ทุ่งมหาเมฆ ซึ่งเป็นที่ชัดแจ้งว่ามีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับนักการเมืองชื่อดังย่านฝั่งธนบุรีที่มีสายสัมพันธ์กับนายใหญ่ให้การหนุนหลัง

 เช่นเดียวกับข้อมูลของนายวัชระ เพชรทอง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ที่ตั้งคำถามถึงเจ้าของบ่อนอย่าง เจ๊ตู้” บ่อนการพนันย่านคลองขวาง ซอยเพชรเกษม 69 เขตบางแค และเจ้ามือหวยเถื่อน ซอยเอกมัย 46 เขตบางบอน ซึ่งตั้งเย้ยฟ้าท้ากฎหมายอยู่ในละแวกบ้านของเป็ดเหลิม

นายชูวิทย์นิ่งเงียบเป็นเป่าสากกับบ่อนเหล่านี้

   รวมทั้งก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์นโยบายที่สะเทือนความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศอย่างกรณีเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง การเติบใหญ่ของขบวนการล้มเจ้า การเคลื่อนไหวของ นช.ทักษิณ ชินวัตรที่เดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นภายใต้การร้องขอของนายสุรพงษ์ โตวิจักขณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

นายชูวิทย์ไม่แม้จะเปิดปากวิพากษ์วิจารณ์สาระสำคัญของสิ่งที่นางสาวยิ่งลักษณ์แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร หากแต่ตั้งหน้าตั้งตาแฉเรื่องบ่อนการพนันเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น

     นายชูวิทย์กำลังทรยศต่อคะแนนเสียงของประชาชนที่เลือกพรรครักประเทศไทยเพื่อให้ไปทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล มิใช่เลือกให้ไปเป็นฝ่ายค้านเทียมในสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งนี้ หลังจากถูกเปิดเผยเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างหมดเปลือกจนสังคมเริ่มรู้ทันมากขึ้นเรื่อยๆ นายชูวิทย์ก็มิอาจทำเป็นทองมิรู้ร้อนอีกต่อไปและตัดสินใจออกมาแถลงข่าวปฏิเสธทุกข้อกล่าวว่า การออกมาเปิดเผยเรื่องบ่อนกลางกรุง ไม่ได้เป็นการรับงานจากพรรคเพื่อไทย (พท.) หรือ จาก ร.ต.อ.เฉลิมเพื่อหาเหตุในการย้าย พล.ต.อ.วิเชียร

“อย่าผลักพวกผมไปอยู่กับ พท. อยากให้ดูว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นประโยชน์กับสังคมหรือไม่ เพราะหากผมออกมาพูดแล้วถูกวิจารณ์เช่นนี้ ท้ายสุดก็ไม่อยากมีคนมาพูดเรื่องเช่นนี้อีก”

กระนั้นก็ดี นายชูวิทย์ยอมรับว่า ตัวเขาเองกับ ร.ต.อ.เฉลิมจะรู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่ก็ออกตัวแรงในประโยคต่อมาด้วยการปฏิเสธว่า “นับแต่เลือกตั้งเป็นต้นมา ไม่เคยพูดคุยหรือกินไวน์ด้วยกันเลย กระทั่งการอภิปรายของผมในรัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิมก็ไม่รู้ล่วงหน้า”

ทว่า แม้นายชูวิทย์จะแก้ตัวอย่างไรก็ตาม แต่เชื่อว่า นับจากนี้เป็นต้นไปสังคมจะจับตาพฤติกรรมของเขาอย่างใกล้ชิด เพราะนี่ย่อมไม่ใช่ปฏิบัติการครั้งสุดท้ายของนายชูวิทย์ที่จะอาศัยกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อทำให้ให้เกิดความเนียนในการทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมืองให้กับนายใหญ่ของเขา

สุดท้าย นิทานเรื่องนายชูวิทย์ก็สอนให้สังคมรู้ว่า อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน โดยเฉพาะ คน” ที่เคยทำธุรกิจอาบอบนวดชื่อ วิคทอเรีย ซีเคร็ท ก่อนที่จะขยายกิจการจนเป็นเจ้าของอาบอบนวด แห่ง ในเครือเดวิสกรุ๊ป เพราะถ้าเขาไม่เขี้ยวลากดินพอ เขาคงไม่อยู่ยั้งยืนยงรอดปากเหยี่ยวปากกาจนสามารถก่อตั้งมูลนิธิต้นตระกูล กมลวิศิษฎ์ที่บริจาคเงินสร้างป้อมตำรวจทั่วกรุงเทพมหานคร

วันนี้ ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะรู้ทัน “การเมืองแบบหมาๆ” ที่ประพันธ์โดยฝ่ายค้านเทียมชื่อ “ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์” เสียที และในการเลือกตั้งครั้งหน้าเชื่อว่า ผู้ที่ทรยศต่อคะแนนเสียงของประชาชนจะได้รับบทเรียนอย่างสาสม

เปลี่ยนผบ.ตร.  เอาเครือญาติเข้ามาคุมตำรวจ เพื่อล้มคดีเสื้อแดงเผาเมือง ?  ล้มคดีพจมาน ทักษิณ ?
รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลของตระกูลชิน ( การเมืองไม่ควรเป็นการสืบทอดทางทายาท )  
ไม่รู้ว่าคนเสื้อแดงจะไปสนับสนุนให้พวกนี้ยิ่งใหญ่และร่ำรวยอยู่ทำไม

Advertisements

การแสดงความเห็นถูกปิด