คำเตือน: บล็อกนี้ไม่เหมาะสำหรับคนรักทักษิณ

แท็กซี่ควายแดงถึงกับต้องกลับบ้านนอกไปไถนาต่อ กับการลดภาษีรถยนต์คันแรก

ข่าวตัดจาก ผู้จัดการออนไลน์ ระบุว่า

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยยอดขายรถยนต์เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ว่า มียอดขาย 72,900 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2554 ร้อยละ 3.76 และเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 11 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ดีมาตลอด และบริษัทรถยนต์เริ่มกลับมาผลิตรถยนต์ได้ตามปกติ ทำให้สามารถส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้าที่จองได้มากขึ้น รวมทั้งรถยนต์นั่งขนาดเล็กยังมีส่วนสร้างกลุ่มลูกค้าใหม่ ขณะที่ช่วง 7 เดือนแรกปีนี้ มียอดขายรถยนต์รวมกว่า 504,900 คัน เพิ่มขึ้นระยะเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 19.5
ขณะที่ยอดผลิตรถยนต์ในเดือนกรกฎาคม มียอดรวมกว่า 147,236 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 แต่ลดลงจากเดือนมิถุนายนร้อยละ 4.17 ส่วนใหญ่เป็นการผลิตรถกระบะขนาด 1 ตัน มียอดรวม 94,985 คัน ขณะที่จำนวนรถยนต์ที่ผลิตในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ มีจำนวน 957,843 คัน เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีที่แล้ว ร้อยละ 4.71 โดยเป็นรถกระบะขนาด 1 ตัน 594,493 คัน ซึ่งรถยนต์ที่ผลิตทั้งหมด ยังเป็นการผลิตเพื่อส่งออกเป็นส่วนใหญ่ร้อยละ 51.41 คิดเป็นยอดการผลิตกว่า 492,000 คัน แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 3.59
ส่วนประมาณการ การผลิตรถยนต์ในอีก 3 เดือนข้างหน้านั้น สภาอุตสาหกรรมฯ คาดว่าจะมียอดผลิตประมาณ 510,000 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 17

————

จากเนื้อข่าวข้างต้นรถยนต์ใหม่ในประเทศไทย จะมีเพิ่มขึ้น 510,000 คันในสามเดือนข้างหน้า (ในภาวะปรกติไม่มีโปรโมชั่นอะไรจากรัฐบาล) นั่นคือจะมีคนเลิกใช้บริการขนส่งสาธารณะไปอีกประมาณ 1 ล้านคนถ้าเฉลี่ย 2 คนต่อรถหนึ่งคัน ในสิ้นปีนี้ ซึ่งครึ่งหนึ่งน่าจะเป็นคนที่ซื้อรถคันแรก ทำไมต้องเป็นครึ่งหนึ่ง ….

คนที่ซื้อรถคันแรกกับคนที่ซื้อรถคันที่สอง คันที่สาม ใครจะมีปริมาณ หรือมีโอกาสที่จะเป็นไปได้มากกว่ากัน คนที่ซื้อรถคันแรกมีมากกว่าหรือ คนที่ซื้อรถเป็นคันที่สอง ที่สาม มีมากกว่า จะมีสักกี่คนที่สามารถมีรถได้มากกว่า 1 คัน ดังนั้นเลยถือว่าพอๆ กันได้ด้วยเหตุผลดังกล่าว หรือถ้าใครมีข้อมูลการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ก็ช่วยบอกด้วยละกัน

เมื่อคนที่เคยใช้บริการรถสาธารณะ หันไปใช้รถส่วนตัวอีก เอาเป็นว่า หนึ่งคนต่อคัน ก็คือ 250,000 คน ถ้าเฉลี่ยคนละ 100 บาทต่อวัน เท่ากับเงินหายไปจากระบบขนส่งสาธารณะ 25,000,0000 ต่อวัน

ที่นี้มาดูเม็ดเงินค่าโดยสารกันบ้าง

ค่าโดยสารรถสาธารณะ อะไรที่มีจำนวนเม็ดเงินมากที่สุด ระหว่าง แท็กซี่ สามล้อ รถไฟฟ้า รถเมล์ ถ้าให้ปริมาณเม็ดเงินที่ใช้จ่ายในระบบสาธารณะเป็นจำนวน 80% ของทั้งระบบ จะเป็นเม็ดเงินที่หายไปจำนวน ประมาณ 20,000,000 บาทต่อวัน แท็กซึ่จดทะเบียนทั้งสิ้นทั่วประเทศ 80,000 คัน รายได้จะหายไปเฉลี่ยวันละ 250 บาท เคยได้เฉลี่ย กะละ 1,000 บาท ก็จะเหลือ 750 บาท ค่าแก๊ส กะละประมาณ 300 บาท ก็คงเหลือ 450 บาท เหลือพอจ่ายค่าเช่า ถ้าเป็นรถสภาพเก่าๆ หน่อยนะ

นี่คิดแค่คนหนึ่งตนต่อการซื้อรถใหม่คันแรก หนึ่งคัน แต่ถ้าคนที่ซื้อนั้นเอาคนที่เคยนั่งแท็กซี่ประจำ นั่งรถเขาไปด้วย อีกคนหรือสองคน มันจะเหลืออะไรให้แท็กซี่เสื้อแดงผู้อดอยากบ้าง ถ้าอีก 3 เดือนข้างหน้าไม่มีคนเรียกใช้บริการก็ไม่ต้องแปลกใจนะ เพราะนโยบายที่ทำได้จริง เจ๊งจริง

และถ้ารถใหม่คันแรกเหล่านั้น ส่วนหนึ่งกลายมาเป็นแท็กซี่ด้วยล่ะ อะไรจะเกิดขึ้นเพราะคนที่ซึ้อก็ซื้อได้ถูกแล้วเอามาทำหากินได้ด้วย

เยินแน่ๆ ครับพี่น้องชาวแท็กซี่เสื้อแดงทั้งหลาย

หมดอาชีพขับแท็กซี่แล้วอยากกลับไปบ้านนอก เลี้ยงควายไถนาก็ดีนะ เพราะรับจำนำข้าวตั้ง 15,000 แต่ถ้านาล่ม น้ำท่วม แมลงลง หรือฉิบหายด้วยเหตุอื่น ไม่มีข้าวไปจำนำ ตอนนี้ก็ตัวใครตัวมันละกัน นะ พวกควายเลือกอย่างโง่ๆ ก็เป็นได้แค่ควายให้เค้าจูงจมูกเล่นได้แค่นั้น

ไม่ได้อยากสมน้ำหน้านะ แต่เลือกกันเข้ามาเอง
สมน้ำหน้า อิ อิ สะใจว่ะ

Advertisements

การแสดงความเห็นถูกปิด