คำเตือน: บล็อกนี้ไม่เหมาะสำหรับคนรักทักษิณ

ประเทศชาติ ไม่ใช่สถานที่ฝึกงานนายกฯ


 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง กับ ผลงานบริหารราชการแผ่นดินไร้ประสิทธิภาพ บกพร่อง และผิดพลาดร้ายแรง 
เริ่มจากการบริหารกองทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่ผิดพลาด รถยนต์คันแรก-บ้านหลังที่สับสน ตลอดเวลา 2-3 เดือน ของการ บริหารราชการแผ่นดินก็มุ่งแต่การปรับรื้อโครงสร้างสถาบันที่สำคัญ ของชาติ เพื่อประโยชน์ของระบอบทักษิณ

ล่าสุด ก็คือกรณีจัดการกับปัญหาน้ำท่วมใหญ่ที่ “เอาไม่อยู่” ความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินก่อให้เกิด ความเสียหายแผ่ขยายตัว ลุกลาม และสถานการณ์เลวร้ายกว่าที่ควรจะเป็น

คนตายไปเกือบ 400 คน บาดเจ็บจำนวนมาก สัตว์เลี้ยงตายเป็นเบือ

พื้นที่เกษตรกรรมล่มจมหลายล้านไร่ นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เสียหายกว่า 7 แห่ง

นไทยพลัดที่นาคาที่อยู่อีกหลายล้านครัวเรือน
รัฐบาลควรต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า การทำงานของตน ที่ผ่านมานั้น มีความบกพร่องจริงๆ
เลิกแก้ตัว แต่เอาเวลาไปแก้ไข
เลิกตั้งป้อมกล่าวหาคนอื่นว่าจ้องล้มรัฐบาล แต่เปิดทางสะดวก ให้กับการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของคนทุกภาคฝ่าย รับฟังความ คิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างตั้งใจ และต้อง “ได้ยิน”
คนสงสารยิ่งลักษณ์ก็คงมี แต่ผู้ประสบภัยที่ถูกซ้ำเติมด้วยการทำงานไม่เป็นของรัฐบาลนั้นน่าสงสารมากกว่า
การแสดงท่าทีอาการอ่อนไหว เหมือนจะร้องไห้ออกทีวี.ใน ยามวิกฤติเช่นนี้ ไม่น่าจะเป็นผลดีต่อประเทศชาติส่วนรวม เพราะในยามนี้ คนไทยผู้เดือดร้อนกำลังขาดที่พึ่ง ไม่ใช่ขาดละครน้ำเน่า
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับโอกาสให้เป็นนายกรัฐมนตรี มีโอกาสให้ทำงานแก้ไขปัญหาบ้านเมืองโดยปราศจากการก่อกวนขัดขวางของม็อบกลุ่ม สีใดๆ ทั้งสิ้น และเธอก็ได้ใช้โอกาสนั้นแสดง ความสามารถของเธอให้ทุกคนได้เห็นแล้วว่าเธอมีแค่นี้เองทำไมยิ่งลักษณ์ ถึงทำงานได้แค่นี้?

1. การเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องเรียนเก่ง เรียนสูง รวย หรือหล่อ-สวย แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้จักเลือกใช้คน มีปัญญาเพียงพอที่จะวิเคราะห์ทำความเข้าใจกับปัญหา บริหารจัดการความรู้ และมีจริยธรรมในการตัดสินใจอย่างแม่นยำ

2. จากการทำงานในฐานะนายกฯ ยิ่งลักษณ์ได้ทำให้คนไทย เจ้าของประเทศเห็นว่า เธอขาดแคลนทุกอย่างข้างต้น (มีไม่เพียงพอ) เช่น
การมอบหมายงาน การแต่งตั้งคนทำงาน สามารถประเมินได้จากการจัดการผ่าน ศปภ. ซึ่งมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ว่าย่ำแย่เพียงใด
ไม่เลือกคนทำงานที่ดีที่สุดสำหรับประเทศชาติเข้ามาทำหน้าที่ แต่เลือกคนที่ดีที่สุดสำหรับตัวเธอและพี่ชาย
ยิ่งกว่านั้น การเรียนรู้ วิเคราะห์ หรือทำความเข้าใจกับปัญหาของประเทศ หรือแม้แต่การแสวงหาความรู้รอบตัว การบริหารจัดการความรู้แขนงต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการทำงาน ก็สะท้อนผ่านสิ่งที่เธอพูด หรือสื่อสารผิดๆ ถูกๆ กับคนไทยทั้งประเทศ ไม่รู้กี่ครั้งกี่หนกระทั่งนายกฯ กลายเป็นตัวตลก ถูกประชาชนล้อเลียน เย้ยหยันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ นั่นก็เพราะเธอใช้วิธีท่องจำตามโพย มากกว่าจะใช้ปัญญาทำความเข้าใจ
การขาดประสบการณ์การทำงานอย่างมืออาชีพแท้จริง เคยผ่านเพียงตำแหน่งระดับสูงในธุรกิจส่วนตัวของวงศ์ตระกูล ก็ยังทำให้ความคิดอ่านและการตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

3.ประการสำคัญ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือแม้แต่ทักษิณ ชินวัตร ก่อนหน้าที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองระดับประเทศ ทั้งคู่ไม่เคยแสดงบทบาท ท่าที จุดยืน หรือการต่อสู้ปกป้องผลประโยชน์ ส่วนรวมของประเทศชาติมาก่อนเลย
ยามชาติบ้านเมืองส่วนรวมมีปัญหา ทั้งคู่ไปอยู่ที่ไหน?
สมัย 14 ตุลา 2516 หรือ 6 ตุลา 2519 ทักษิณอยู่ไหน?
พฤษภาทมิฬ 2535 ทักษิณแสดงจุดยืนหรือออกมามีบทบาท อย่างไร? (นอกจากเข้าไปขอสัมปทานดาวเทียมจากคณะเผด็จการทหาร)
รวมถึงการต่อสู้เรียกร้องใดๆ ที่เป็นงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ
สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ประสบการณ์ภาคบังคับที่ทุกคนต้องมี แต่เป็นตัวสะท้อนจิตสำนึกและจิตวิญญาณ ซึ่งจะเป็นตัวขัดเกลาและบ่มเพาะหัวใจแห่งการเป็นผู้นำทางการเมือง สำหรับ คนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของบ้านเมืองยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ไม่เคยแสดงบทบาทหรือความสนใจในสิ่งเหล่านี้ออกมาเลยเช่นกัน
เมื่อไม่ผ่านกระบวนการเคี่ยวกรำ สั่งสม การต่อสู้และการทำงานทางการเมืองเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่กลับได้ก้าวกระโดด ขึ้นมาเป็นนายกฯ ตามใบสั่งพี่ชาย ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่สิบวัน ก็ทำให้ยิ่งลักษณ์ขาดประสบการณ์ ขาดความแม่นยำในการตัดสินใจ และขาดภาวะผู้นำ
ถึงขนาดยังต้องอาศัย “ทักษิณคิด รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำ”

4.ผมเคยเขียนบทความ “คำถามคาใจ เกี่ยวกับยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ตั้งแต่เดือน ก.ค. 2554
บางประเด็น เช่น
“…หาก “ยิ่งลักษณ์” ไม่ได้เป็นน้องสาวของทักษิณ ชินวัตร ลำพังเฉพาะตัว ยิ่งลักษณ์เอง เธอจะสนใจและยินดีลงสมัครรับเลือกตั้ง และประกาศตัวจะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยหรือไม่? เพราะก่อนเลือกตั้งไม่นาน เธอเพิ่งให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าไม่มีความสนใจลงการเมืองเลยแม้แต่น้อย
หาก “ยิ่งลักษณ์” ไม่ได้เป็นน้องสาวของทักษิณ ชินวัตร ลำพัง เฉพาะคุณสมบัติ ประสบการณ์ความรู้ ความสามารถ ผลงานชีวิต ที่ผ่านมา หากเธอเดินเข้าไปพรรคเพื่อไทย ประกาศว่าจะขอลงสมัครรับ เลือกตั้งเป็น สส. และขอเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยคนต่อไปด้วย หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยจะเต็มใจ ให้เธอเป็นแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่? ลำพังความ สามารถเฉพาะตัวของเธอเอง มีความเพียบพร้อม เพียงพอหรือไม่?
…”ยิ่งลักษณ์” ไม่แสดงวิสัยทัศน์ร่วมกับคู่แข่งอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นเพราะยิ่งลักษณ์ขาดความกล้าหาญ ทั้งๆ ที่ มีความรู้ความคิด? หรือเป็นเพราะขาดความรู้ความคิดเป็นตัวของตัวเอง? หรือมีเรื่องบางเรื่องที่ไม่ต้องการให้สาธารณชนได้ซักถาม และรับรู้ข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนหรือไม่? หากได้เป็นนายกฯ แล้ว เธอจะ พร้อมตอบคำถาม และ “ข้อซักถาม” จากสื่อมืออาชีพอย่างไร?หาก “ยิ่งลักษณ์” ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เธอจะสามารถบริหาร ราชการแผ่นดินได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด? จะเข้าใจภาระหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศอย่างไร? จะจัดการกับ “การขัดกันระหว่างผลประโยชน์ของส่วนรวมกับผลประโยชน์ส่วนตัวของทักษิณ ตัวเธอ และพรรคพวก” อย่างไร?…”

5.เมื่อครั้งที่คุณยิ่งลักษณ์เข้ารับตำแหน่งนายกฯ หมาดๆ ช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2554 ผมก็เขียนบทความแนะนำ เรื่อง “ยิ่งลักษณ์ไม่กลัวเสือกัด” บางตอนว่า
“…ที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำตัวเฉิดฉาย ภูมิใจในตัวเอง แสดงความสุขสม ร่าเริงยินดี เปรมปรีดากับตำแหน่งใหญ่ โดยไม่รู้สึก อนาทรร้อนใจกับภาระหน้าที่ เสือสิงห์กระทิงแรด ที่แวดล้อม และความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่จะตามมา ก็อดจะเป็นห่วงไม่ได้
นึกถึงเด็กสาวผู้ที่เพิ่งจะผ่านงานวิวาห์ กำลังอยู่ในงาน เลี้ยงฉลอง และอยู่ในช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ โดยที่เธอยังไม่มีประสบการณ์ ยังไม่รู้จักคู่ครองหรือคนที่เธอต้องครองชีวิตคู่ด้วย ว่ามีเขี้ยวเล็บอย่างไร ภูมิหลังและภูมิหน้าต่อจากนี้ จะเจออะไร?
…เธออาจจะขาดประสบการณ์ที่จะหยั่งรู้นิสัย สันดานของนักการเมืองหลากหลายประเภท ที่มุ่งหาประโยชน์ให้กับตนและพวกพ้อง ด้วยเล่ห์ สารพัดวิธี
…เธออาจจะได้ข้อมูลและคำป้อยอแต่เพียงด้านดี ด้านเดียว อาจได้รับคำแนะนำหลายแบบหลายประเภท ซึ่งเธอจะต้องมีจิตใต้สำนึกที่ดี เลือกว่าจะเชื่อใคร จะฟังคำแนะนำของใครส่วนไหน ผสมกับของตนเองและของคนอื่นๆ ส่วนไหน
…ที่เธอไม่กลัวเสือกัด เพราะเธอมั่นใจว่ารู้จักเสือ (การเมืองไทย) ดีพอแล้ว หรือแต่งงาน เพราะรู้จักคู่ของตนดีแล้ว เธอจึงอยู่ในช่วงฮันนีมูนได้อย่างระรื่น ลำพองใจ…นอกจากนี้ เธอจะต้องระมัดระวัง ไม่เป็นตัวอย่างที่ทำให้ ผู้หญิงไทยผิดหวัง และต้องคำนึงถึงความรู้สึกของคนในประชาคม โลก ด้วยว่าเขาจะดูแคลนเราอย่างไร
เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่เข้าสู่ตำแหน่งการเมืองระดับสูง หาก ล้มเหลว อาจทำให้สังคมตราหน้าว่าผู้หญิงไทย ก็มีความสามารถได้ เพียงนี้เอง ตรงกันข้าม หากประสบความสำเร็จ ก็ยังอาจจะถูก ปรามาสได้อีกว่า เป็นได้เพียงหุ่นหญิง ตัวแทนเชิด ของพี่ชาย…”

6.เฉพาะประเด็นที่ว่าเธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ก้าวสู่ตำแหน่งนายก รัฐมนตรีนั้น ล่าสุด ก็ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้หญิงด้วยกัน
“จากผู้หญิง (ธรรมดา) ถึงผู้หญิง (ที่เป็นนายก)” เขียนโดย น.ส.กัลยกร นาคสมภพ หรือ เอิน กัลยกร นักร้องและ นักแสดงที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ใจความสำคัญ บางตอนว่า
“…ตอนแรกก็ว่าจะเก็บไว้เขียนหลังน้ำท่วม แต่ก็นะ เราก็ไม่รู้ว่าวันนั้นมันจะถึงเมื่อไหร่ ที่สำคัญคือ หลังจากที่ได้ดู นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ออกแถลงการณ์ทางทีวี.เมื่อคืนนี้ (26 ต.ค.) บอกตรงๆ ละเหี่ยใจ และอดใจไม่ให้เขียนบทความนี้ไม่ได้แล้ว
คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554 เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 และเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย
จริงๆ ตอนที่คุณยิ่งลักษณ์ได้ตำแหน่ง ผู้หญิงทั้งในและต่างประเทศ ก็รู้สึกยินดีที่ประเทศไทยได้มีนายกหญิงคนแรก เราเองได้เขียนลงเฟซบุ๊ค ว่า ส่วนตัวไม่ถือว่าคุณยิ่งลักษณ์เป็นนายกหญิงคนแรก เหตุเพราะคุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้รับการเลือกตั้งเพราะ ความสามารถของเธอเอง แต่เป็นเพราะคนต้องการผู้ชายที่อยู่ เบื้องหลังเธอต่างหาก ประชาชนที่เลือกเธอ ไม่ใช่เพราะชื่อ “ยิ่งลักษณ์” แต่เป็นเพราะนามสกุล “ชินวัตร” ที่เป็นสิ่งการันตีว่าเธอคนนี้คือ “สายตรง” ดังนั้น เราจะนับว่าคุณยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกไม่ได้
เราจะมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกจริงๆ ก็ต่อเมื่อ เธอ คนนั้นต่อสู้ฟันฝ่ามาด้วยตัวเอง และพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า “ผู้หญิงคนนี้มีความสามารถที่จะเป็นผู้นำประเทศได้” เท่านั้น…

จำได้ว่าตอนหาเสียง ผู้สนับสนุนเธอชอบบอกว่าเธอ นี่แหละที่จะเป็น “สตรีขี่ม้าขาว” ที่จะเข้ามากอบกู้ประเทศไทย ตาม คำทำนายของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ แม้ไม่ได้สนับสนุนพรรคเธอ ก็แอบหวังลึกๆ ว่า “เป็นจริงก็ดี” ถึงตอนนี้ ถ้ามีคนที่สามารถพาประเทศไทยฝ่าวิกฤติทางการเมืองไปได้ จะเป็นใครมาจากฝั่งไหนก็สนับสนุนทั้งนั้น ยิ่งเธอปะยี่ห้อว่าเป็นผู้หญิงคนแรก ที่ได้รับหน้าที่สำคัญที่สุดในประเทศ คือการรับผิดชอบดูแลคนกว่า 70 ล้านคน งานใหญ่นะคะ ในฐานะที่เป็นผู้หญิงทำงานด้วยกัน ก็แอบเชียร์อยู่ อยากให้เธอเป็นนารีขี่ม้าขาวจริงๆ ประเทศเราจะได้ก้าวต่อไป ข้างหน้าได้อย่างมั่นคงเสียที
แต่แล้วอุทกภัยก็มาถึง มวลน้ำมหาศาลที่เข้ามาท้าทายความสามารถในการเป็นผู้นำของคุณยิ่งลักษณ์ ผลเป็นอย่างไร ไม่ต้องอธิบายให้มากความ
ไม่ใช่แค่คุณยิ่งลักษณ์สอบตกทุกด้าน ในฐานะที่เป็นผู้นำของประเทศ เธอยังทำให้ภาพลักษณ์ของผู้หญิงนั้นเสียหาย
ผู้ชายอาจจะไม่เข้าใจ แต่การเป็นผู้หญิงทำงาน เพื่อจะพิสูจน์ว่าตัวเองมีความสามารถ เหมาะสมกับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย หลายคนต้องทำงานหนักกว่าผู้ชาย หลายคนต้องใช้เวลามากกว่าผู้ชาย เพื่อจะลบอคติที่ว่า “ผู้หญิงอ่อนแอ” หรือ “ผู้หญิงมีดีได้แค่สวย” เป็นผู้หญิง ต้องทนคนที่เข้ามาหวังหาเศษหาเลย ต้องปกป้องตัวเองโดยต้องไม่ให้กระทบกับงาน ในขณะเดียวกันก็ต้องแสดงให้เห็นว่าเราเก่งพอ เพราะเราไม่สามารถไปนั่งกินเหล้า “เที่ยว ผู้หญิง” กับเจ้านายเหมือนผู้ชายคนอื่นได้ เพราะเราไม่สามารถเล่นมุกฮาแบบลามกเต็มที่เหมือนผู้ชายคนอื่นได้ เราไม่สามารถมีช่วงเวลาส่วนตัวขนาดนั้นกับเจ้านายหรือผู้มีอำนาจซึ่งส่วน ใหญ่เป็นผู้ชายได้ เราจึงต้องใช้ความสามารถเท่านั้นเป็นเครื่องพิสูจน์
หลายคนอาจจะบอกว่านี่มันยุคนี้แล้ว ไม่มีแล้วเรื่องความไม่เท่าเทียม …มีค่ะ ยังมีอยู่ เป็นผู้หญิงค่ะ ทำงานค่ะ และยังเจอทุกสิ่งอย่างที่พูดมากับตัวเองค่ะ และไม่ใช่ผู้เขียนคนเดียวที่เจอ จึงได้เข้าใจและพูดได้ คุณยิ่งลักษณ์ ในฐานะที่เป็นผู้หญิง นอกจากจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเป็นนายกที่ดีได้ ยังต้องพิสูจน์ด้วยว่า “ความ สามารถไม่เกี่ยวกับเพศ” คุณเป็นนายกหญิงคนแรกนะคะ คุณแบกรับภาพลักษณ์ตรงนี้เอาไว้อยู่ค่ะ คุณต้องลุย (ลุยจริงๆ ไม่ใช่แค่ลุยออกสื่อ) คุณต้องแข็งแรง และคุณต้องเก๋า …ต้องเอาให้อยู่ …แต่คุณยิ่งลักษณ์ทำไม่ได้ค่ะ
การที่สื่อที่เป็นผู้ชายไม่กล้าว่าหนักๆ เหมือนที่ว่านักการเมือง คนอื่น หรือนักวิชาการไม่กล้าวิจารณ์แรงๆ เหมือนที่วิจารณ์นักการเมืองผู้ชาย เพราะเกรงว่าจะเป็นการ “รังแกผู้หญิงตัวเล็กๆ” หรือเพราะ “สงสาร” ก็ตาม คือหลักฐานว่ามันมีเส้นหนาๆ กั้น อยู่ระหว่างเพศชายและหญิง ส่วนตัวนายกเองก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะเธอออกมาพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่เคยแข็งแรง ด้วยคำพูดที่ ไม่เคยเข้มแข็ง และด้วยข้อความที่ไม่เคยชัดเจน นอกจากนั้นเธอยังไม่เคยแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการคิดเองได้เลย
เธอทำให้เห็นเลยว่า ความละมุนของเธอนั้น จริงๆ แล้วมาจากความอ่อนแอ
คุณยิ่งลักษณ์ตอกย้ำทุกวัน ว่าผู้หญิงอ่อนแอ ว่าผู้หญิง พูดจาเป็นงานเป็นการไม่รู้เรื่อง ว่าผู้หญิงคุมลูกน้องไม่ได้ ว่า ผู้หญิงตัดสินใจไม่เป็น ว่าผู้หญิงเป็นผู้นำไม่ได้ สิ่งที่คุณยิ่งลักษณ์ทำ หรือทำไม่ได้ ตอกย้ำว่าผู้หญิงทำงานใหญ่ไม่ได้ ว่าผู้หญิงสุดท้ายก็เป็นได้แค่ผู้หญิงวันยังค่ำ ที่ได้แต่แต่งตัวสวยไปวันๆ โดยที่ทำ อะไรไม่เป็น …เสียค่ะ เสียหายอย่างยิ่ง
ลองนึกดูนะคะ แม้ในอนาคตจะมีผู้หญิงที่มีความสามารถ แต่ใครจะอยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย มันขยาดนะคะ ประมาณว่าทดลองแล้ว ไม่สำเร็จ ก็จบแล้ว ยิ่งถ้าคนที่ไม่มีแบ๊กใหญ่ขนาดแบ๊กของคุณยิ่งลักษณ์ ยิ่งไม่ต้องหวัง
แล้วก็พาลสงสัย ว่าประวัติที่ผ่านมาของคุณยิ่งลักษณ์ ก็เป็นผู้บริหารบริษัทใหญ่ระดับประเทศทั้งนั้น แล้วบริษัท เหล่านั้นรอดมาได้อย่างไร สงสัยแม้กระทั่งว่าคุณยิ่งลักษณ์เคยทำงานเองจริงๆ หรือไม่ หรือได้แค่ใช้วุฒิการศึกษาที่ดูดี แต่งตัวดีๆ แต่งหน้าดีๆ ไปนั่งเฉยๆ ให้บริษัทนั้นดูภาพลักษณ์ ทันสมัยขึ้น แค่นั้น? ถามจริงๆ เถอะ ความสามารถในการสื่อสารและการทำงานระดับนี้ ถ้าไม่มี “พี่ชาย” คอยผลัก คอยดันอยู่ข้างหลัง ป่านนี้คุณยิ่งลักษณ์จะทำอะไรอยู่ที่ไหน? ให้เดานะคะ …แต่งตัวสวยๆ กลางวันไปช็อปปิ๊ง ไปสปา กลับมา นั่งสวยรอให้สามีชื่นชม
สรุปคือผิดหวังค่ะ เสียใจ และรู้สึกแย่ที่ผู้หญิงซึ่งได้รับตำแหน่งใหญ่ขนาดนี้คนแรก กลับทำให้ภาพลักษณ์ของผู้หญิงด้วยกันตกต่ำลงกว่าเดิม แต่งตัวสวยๆ หน้าผมเป๊ะนั้นไม่ผิดหรอกค่ะ ที่ผิดคือทำได้แค่นั้นจริงๆ
…คุณยิ่งลักษณ์ได้พิสูจน์แล้วว่าเธอไม่ได้ขี่ม้าขาว และ เธอไม่ใช่สตรีในตำนาน (ก็อย่างที่คนข้างตัวเคยพูดไว้) สุดท้าย คุณยิ่งลักษณ์ ก็เป็นได้แค่ “สตรีขี่ม้าน้ำ” เท่านั้น…”
สัปดาห์หน้า…
ลองมาช่วยกันคิดว่า หลังน้ำลด ประเทศไทยจะเตรียมตัว รับมือกับสิ่งที่เหลืออยู่อย่างไร?
มีอะไรน่าห่วง มีอะไรต้องทำ
ใครควรต้องรับผิดชอบอะไร? อย่างไร?

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต


วันที่ 31/10/2011

Advertisements

การแสดงความเห็นถูกปิด