คำเตือน: บล็อกนี้ไม่เหมาะสำหรับคนรักทักษิณ

วิปริต (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน)

เหตุบ้านการเมืองยามนี้ มีสิ่งวิปริต ผิดปกติ แปรปรวน จากสภาพที่ควรจะเป็นมากมาย

1) เอาพริตตี้มาเป็นผู้บริหารประเทศ

นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับโอกาสให้แสดงความรู้ความสามารถ และปรากฏผลการทำงานออกมาชัดเจนแล้วว่า “เอาไม่อยู่” ไม่ว่าจะในเรื่องความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ทั้งการมองไปข้างหน้า การเข้าใจโลก เข้าใจประเทศ เข้าใจสังคม ล้วนแต่ไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าไว้วางใจให้รับผิดชอบ บ้านเมืองในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศต่อไป น่าเสียดายว่า คนไทยที่มีความสามารถมากกว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีมากมาย เป็นแสนหรือเป็นล้านคน แต่วิปริตแท้ๆ หรือเป็นความโชคร้ายอะไรหนอ ทำให้ประเทศนี้ได้คนที่ไม่มีความสามารถขึ้นมานำพาประเทศไทย
ระบบการคัดสรรคนเข้าสู่อำนาจบ้านเมืองคง จะต้องมีความผิดปกติ หรือมีความวิปริต
ระบบการเลือกตั้ง ระบบการซื้อเสียง ระบบการซื้อสส. ระบบการเล่นพรรคเล่นพวก ระบบการเอาชนะคะคานทางการเมือง โดยไม่ได้ดูความเหมาะสมต่อภาพรวม ของประเทศชาติส่วนรวม
เหมือนกับเอาพริตตี้ เอาคน แต่งหน้าทำผม เขียนปาก ทาตา เลือกเสื้อผ้า กระเป๋าถือ แต่งตัวไม่ซ้ำแต่ละวันแต่เรื่องงานราชการแผ่นดิน กลับทำตัวไม่รู้เรื่อง พอเรื่องอะไรก็ตามที่กระทบต่อส่วนรวมกลับบอกปัด หลบเลี่ยง อ้างไม่รู้เรื่อง เช่น จะออก พ.ร.ฎ.อภัยโทษ ก็บอกว่า กลับไม่ทัน ไม่รู้เรื่อง เป็นเรื่องของคนอื่นทำ
เรื่องนิรโทษกรรม ก็บอกไม่รู้เรื่อง เป็นเรื่องคนอื่น ทุกเรื่องไม่รู้เรื่อง เป็นเรื่องของคนอื่น
ทั้งๆ ที่ คนเป็นนายกรัฐมนตรี มีสิทธิในการมอบอำนาจ มอบหมายให้คนที่มีหน้าที่ทำแทนได้ แต่ ย่อมไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้จะโยนความรับผิดชอบ หรือปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัว ทำไม่ได้ หนทางเดียวที่จะปรับสภาพบ้านเมืองให้พ้นจากความวิปริตอันนี้ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ควรจะปรับตัวเองออกจาก ครม.ชุดใหม่โดยเร็วที่สุด

2) เฟซบุ๊คของนายกฯ และตัวนายกฯ กระทำมิบังควร

มีความเคลื่อนไหวของคนบางกลุ่ม กระทำการจาบจ้วง ล่วงละเมิด ใส่ร้ายป้ายสีสถาบันเบื้องสูงอย่างอุกอาจ ตัดต่อภาพ โพสต์ข้อความ ทั้งในสื่อออนไลน์ อินเตอร์เนต และในเครือข่ายของคนเสื้อแดงบางกลุ่ม รวมไปถึงการเคลื่อนไหวโจมตีกฎหมายหมิ่นสถาบันอย่างเป็นขบวนการ
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีกลับมีพฤติกรรมที่อ้างว่าผิดพลาด แต่สอดรับไปในทิศทางที่เอื้อให้ กลุ่มคนข้างต้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเคลื่อนไหวต่อได้อีก ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เฟซบุ๊คนายกฯ ลงภาพ ร.8 แทนที่จะเป็นภาพรัชกาลปัจจุบัน, การยกเลิกงานแสดงแสง-สี-เสียง (พาโนรามา) ในวันเฉลิมฯ หรือ แม้แต่การจงใจใส่ชุดสีดำในงานพิธีมหามงคล

กรณีเฟซบุ๊ค นายกฯ ยิ่งลักษณ์อ้างว่าตนเอง ไม่ได้ทำ แต่มีทีมงาน ซึ่งจะอย่างไรก็ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบที่ตนเองจะต้องกำกับดูแล ตรวจสอบ และจัดการเมื่อเกิดข้อผิดพลาด มอบหน้าที่ได้ และมอบความรับผิดชอบไม่ได้

กรณียกเลิกการแสดงแสงสีเสียง ซึ่งเป็นการ เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และการแสดงชุดนี้ก็ได้จัดสรรงบประมาณ ว่าจ้างเอกชนเข้ามารับงานกันไปแล้ว แถมมีการแสดงไปหนึ่งรอบแล้ว เพราะฉะนั้น การอ้างว่าเพื่อประหยัดเงิน จึงเป็นข้อแก้ตัวที่ไม่สมจริงเลย

กรณีคุณยิ่งลักษณ์ใส่ชุดดำในวันที่มีพระราชพิธี เป็นเรื่องไม่เหมาะสม ไม่รู้กาลเทศะ

ไม่ว่าจะเป็นพระราชพิธีเฉลิมพระเกียรติใน พิธีสมโภชพระทันตธาตุฯ เพื่อเฉลิมพระเกียรติถวายเป็นพระราชกุศล ในวันเฉลิม 5 ธันวาฯ รวมไปถึงพิธีลงนามถวายพระพร บริเวณซุ้มกิจกรรมต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทอง ก็ปรากฏข่าวคราวว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์ เลือก ที่จะแต่งตัวด้วยชุดสีดำ ทั้งๆ ที่ วันดังกล่าว นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก็มี การเปลี่ยนเสื้อผ้า มากกว่า 1 ชุด จึงทำให้เชื่อได้ว่า เป็นความตั้งใจ ไม่ใช่เรื่องสุดวิสัย หรือประมาท พลั้งเผลอ

ที่สำคัญยิ่งกว่าอื่นใด คือ รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะต้องเอาจริ งกับการปราบปรามเว็บไซต์ เว็บบอร์ด หรือการแสดงข้อความ ภาพถ่าย ภาพตัดต่อ ฯลฯ ในลักษณะดูหมิ่น ใส่ร้ายป้ายสี อาฆาตมาดร้ายต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์ ที่มีกระจายอยู่ในสื่อออนไลน์ แต่กลับปล่อยปละละเลยให้ขบวนการดังกล่าวเหิมเกริมมากขึ้นทุกวัน

3) คุกการเมือง สำหรับนักโทษคดีอาญาเสื้อแดง กรมราชทัณฑ์กำลังจะดำเนินการย้ายผู้ต้องขัง และนักโทษบางกลุ่มออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปไว้ที่เรือนจำชั่วคราวหลักสี่

นำโดยนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์, นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ฯลฯ

อ้างว่า นักโทษกลุ่มนี้เป็นนักโทษการเมือง เพราะเป็นผู้กระทำผิดจากเหตุการณ์ทางการเมืองในช่วงเสื้อแดงชุมนุม เผาบ้านเผาเมือง

การกระทำในลักษณะตีขลุม เหมารวมเช่นนี้ นับเป็น ความวิปริตของกระบวนการยุติธรรมอีกอย่างหนึ่ง

จะนำมาซึ่งความหายนะของระบบยุติธรรม และการรักษากฎหมายบ้านเมือง

ผมเห็นใจ และเห็นด้วยที่เราจะแยกแยะผู้ต้องขังหรือนักโทษตามความหนักเบาแห่งคดี

และเห็นด้วยที่บรรดาชาวบ้านผู้เข้าร่วมชุมนุม กับแกนนำเสื้อแดง และได้กระทำผิดกฎหมายเล็กน้อย เช่น ฝ่าฝืนประกาศตาม พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินฯ เข้าไปในพื้นที่ห้ามเข้า หรือชุมนุมกันโดยขัดต่อประกาศ เป็นต้น

หรือแม้แต่ผู้ชุมนุม หรือผู้ปราศรัยที่แสดงออก เกินเลยไปบ้างในทางวาจา เช่น พูดจากระทบหรือละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น โดยเฉพาะพวกนักการเมือง หมิ่นประมาท หรือพูดจาแบบกลอนพาไป ก็ยังพออะลุ้มอล่วย (แต่จะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย เมื่อผู้เสียหายใช้สิทธิดำเนินคดี)

แต่สำหรับการกระทำความผิด ที่เกินเลยไปถึงขั้น พูดจาหรือกระทำการดูหมิ่น ใส่ร้ายป้ายสี แสดงการ อาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันเบื้องสูง ไม่ว่าจะในที่ชุมนุม บนเวทีชุมนุม หรือในขบวนการชุมนุมนั้นก็ตาม แบบนี้ เป็นความจงใจกระทำผิดกฎหมายอาญาแผ่นดิน โดย ฉวยโอกาสใช้สถานการณ์ทางการเมืองและมวลชนเป็นเครื่องอำพรางความผิดของตนเอง สมควรจะต้อง ถูกดำเนินคดีและลงโทษอย่างเด็ดขาด

แบบนี้ ไม่ใช่คดีการเมือง และผู้กระทำผิดก็ไม่ใช่นักโทษการเมือง

นอกจากนี้ การกระทำการด้วยความรุนแรง เช่น ทำร้ายประชาชน ทำลายทรัพย์สินทางราชการ วางเพลิง เผาทรัพย์ พกพาอาวุธ ใช้อาวุธ ไม่ว่าจะเป็นมีด ปืน อาวุธสงครามร้ายแรง ฆาตกรรมเจ้าหน้าที่รัฐ สังหาร ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง ฯลฯ การกระทำเหล่านี้ ล้วนเป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญาแผ่นดิน ยิ่งเลือกกระทำในช่วงสถานการณ์บ้านเมือง ไม่ปกติ มีความวุ่นวายทางการเมือง ยิ่งเป็นการซ้ำเต็ม สถานการณ์บ้านเมือง ยิ่งไม่สมควรได้รับความเมตตา หรือลดหย่อนผ่อนผันการลงโทษ

หากผู้กระทำความผิดร้ายแรงเหล่านี้ ศาลยุติธรรม พิพากษาแล้ว หรือศาลยุติธรรมไม่อนุญาตให้ปล่อยตัว ชั่วคราว หรืออยู่ระหว่างการคุมขังโดยคำสั่งของศาล แต่กลับจะได้รับการเลือกปฏิบัติ อาศัยอำนาจฝ่ายบริหารเข้าไปหยิบยื่นผลประโยชน์ ช่วยเหลือดูแลดีกว่า นักโทษหรือผู้ต้องขังทั่วไป ย่อมไม่เป็นธรรม และจะเป็น การทำลายระบบยุติธรรมของบ้านเมืองอย่างร้ายแรง

เปรียบเทียบกับผู้กระทำผิดอื่นๆ อย่างกรณีนักเรียน นักเลง เมื่อกระทำความผิด ดักยิงคู่อริ แต่พลาดไปโดน เด็ก ป.3 เสียชีวิต ศาลยุติธรรมให้ลงโทษจำคุก 17 ปี 3 เดือน ต้องอยู่คุกร่วมกับนักโทษอาญา ทั่วไป แต่คนที่เผาบ้านเผาเมือง หรือสั่งการ บงการให้เผาบ้านเผาเมือง ฆ่าทหาร ฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ เพียงแค่อาศัยสถานการณ์ การเมืองเป็นฉากอำพรางตัว คนอย่างนี้ควรจะได้อยู่คุก การเมืองหรือ?

ใครต้องการยุติความวิปริตของบ้านเมืองนี้ ยกมือขึ้น?

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต
วันที่ 12/12/2011

การแสดงความเห็นถูกปิด