คำเตือน: บล็อกนี้ไม่เหมาะสำหรับคนรักทักษิณ

แกะรอยพันธุกรรม “จิรวัฒน์” แดงฮาร์ดคอร์ ตอกย้ำขบวนการปฏิวัติซุ่มซ่อนรอคอยโอกาส

โดย: สำนักข่าว T-News

แม้ว่าร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี จะนำเอาคนสวนมายืนยันกรณีที่บังเอิญเป็นคนหน้าเหมือนนายจิรวัฒน์ จันทร์เพ็ง ผู้ต้องหาลอบวางระเบิด 3 จุด  หากแต่ประเด็นสำคัญของเรื่องนั้นไม่ได้อยู่ที่เรื่องนี้
แต่เป็นเรื่องที่สังคมต้องร่วมกันตั้งคำถามอย่างหนักว่าเป้าหมายของนายจิรวัฒน์นั้นคืออะไร และมีใครอีกบ้างที่อยู่ในกลุ่มร่วมขบวนการ
รายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ข่าวสดระบุว่า  นายจิรวัฒน์ เคยร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง โดยทำหน้าที่เป็นการ์ด และมีญาติพี่น้องถูกยิงเสียชีวิตเมื่อเดือนพ.ค. 2553 ที่ผ่านมาพยายามเรียกร้องไปยังแกนนำและผู้เกี่ยวข้องให้เร่งรัดคดีและช่วยเหลือ แต่ไม่ได้รับการตอบรับ จึงเป็นเหตุให้เกิดความแค้นจึงมาก่อเหตุดังกล่าว นอกจากนี้ยังพบว่าเมื่อเร็วๆ นี้ นายจิรวัฒน์เคยบุกไปที่กัมพูชาเพื่อขอเข้าพบพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมด้วย                      ข้อมูลในเบื้องต้นทำให้การเคลื่อนไหวของนายจิรวัฒน์ถูกเชื่อมโยงไปที่การชุมนุมของคนเสื้อแดงอีกครั้ง แต่จะเป็นการก่อเหตุเพียงเพราะความแค้นส่วนตัว หรือมีเบื้องหน้าเบื้องหลังและเป้าหมายที่ลึกซึ้งกว่า ก็จำเป็นต้องไปไล่เรียงเหตุการณ์การก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวมาตั้งแต่หลังการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553
ทั้งนี้ภายหลังการชุมนุมของคนเสื้อแดงยุติลงมากว่า 1 ปี โดยเฉพาะในช่วง 5 เดือนแรก เกิดเหตุการณ์คนร้ายรอบวางระเบิดถึง 16 ครั้ง แบ่งเป็นระเบิดแบบมาตรฐาน 4 ครั้ง และระเบิดที่ค้นร้ายประดิษฐ์ขึ้นหรือที่เรียกว่าระเบิดแสวงเครื่อง 14 ครั้ง
ก่อนที่ในปี 2554 จะกลับมาเกิดเหตุขึ้นอีกอครั้ง ที่บริเวณด้านหน้ากองสลากเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม และอีก 3 จุดย่านลาดกระบังเมื่อกลางดึกวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งคนร้ายใช้ระเบิดแสวงเครื่อง มีลักษณะการต่อแผงวงจรคล้ายคลึงกัน
ย้อนกลับไปพิจารณาเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ก็พบว่าวิธีการดัดแปลงหรือเลือกใช้ระเบิดของคนร้ายก็มีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน จนสามารถตั้งสมติฐานได้ว่า นี่คือการก่อเหตุของคนกลุ่มเดียวกัน
จากซากปรักหักพักของอาคารสมานเมตตาแมนชั่น รวมไปถึงสถานที่ใกล้เคียง ย่านบางบัวทองจ.นนทบุรี ภายหลังเกิดเหตุระเบิดขึ้นในห้องพักหมายเลข 202 เมื่อช่วงปลายปี 2553 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย ถือว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ชื่อของแนวร่วมนปช.เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็คือนายสมัย วงศ์สุวรรณ์ ซึ่งเป็นอดีตการ์ดกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ซึ่งกรณีของเหตุระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น
พบชิ้นส่วนการประกอบระเบิดที่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์ลอบวางระเบิดแสวงเครื่องเมื่อวันที่ 8 และ9 กันยายน 2553 บริเวณลานจอดรถเดอะมอล์งามวงศ์วาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาคม รวมไปถึงที่สนามม้านางเลิ้งเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน 2553 แสดงให้เห็นว่าคนร้ายกลุ่มนี้ไม่ได้เพิ่งออกปฏิบัติการณ์เป็นครั้งแรก และที่สำคัญได้มีการฝึกฝนการประกอบระเบิด แม้จะไม่ชำนาญถึงขั้นระดับมืออาชีพก็ตามเป็นไปในทิศทางเดียวกับผู้ต้องหารอบวางระเบิดในซอยรางน้ำด้านตรงข้ามห้างสรรพสินค้างคิงพาวเวอร์ เมื่อกลางดึกของวันที่ 30 กรกฎาคม 2553  คือนาย โก้ สรเทียน สิงกันยา ที่ระบุว่าได้เข้าไปร่วมฝึกฝนการใช้ระเบิดในช่วงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงร่วมกับเพื่อนในกลุ่มอีกอย่างน้อย 20 คน
เช่นเดียวกับผู้ต้องหาลอบวางระเบิดพรรคภูมิใจไทยเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน2553 ที่ปรากฏว่าคนเหล่านี้ ได้ไปทำความรู้จักกันในช่วงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ปฏิบัติการในลักษณะของขบวนการดังกล่าว ถูกแบ่งออกเป็นหน่วยย่อยๆ อีกมากมาย อาทิการจับกุม 11 ชายฉกรรจ์ที่เชียงใหม่ ภายหลังการเดินทางไปฝึกฝนการใช้อาวุธถึงกัมพูชา เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2553
รวมไปถึงการจับอาวุธสงครามอาร์พีจี ได้ที่ห้องเช่าย่านสะพานเหลือง เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งคาดว่าจะเชื่อมโยงไปถึงคดียิงอาร์พีจีพลาดเป้าบริเวณกระทรวงกลาโหม ทั้งที่มีเป้าหมายอยู่ที่วัดพระแก้ว ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถระดับมือสมัครเล่นของคนร้าย
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายใต้รูปขบวนของกองกำลังติดอาวุธ เรียกได้ว่าสงครามปฏิวัตินั้น ได้ถูกจุดขึ้นแล้วหรือไม่ เนื่องจากมีหลักฐานทางทฤษฎีที่ปรากฎในคู่มือการเรียนการสอนของฝ่ายคนเสื้อแดง ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ปฏิบัติการณ์ก่อเหตุความรุนแรงเป็นหนึ่งในแผนปฏิวัติฝ่ายประชาชน
หนังสือคู่มือการต่อสู้ของคนเสื้อแดงเล่ม ที่มีชื่อว่า“ วิทยานิพนธ์คนเสื้อแดง” ยืนยันอย่างชัดเจนว่า การดำเนินการใดๆภายใต้รูปขบวนการต่อสู้ของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น จะถูกแบ่งแยกออกเป็นหน่วยต่างๆ เพื่อให้ยากต่อการติดตามจับกุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ ตามที่บอกว่า “ใครทำอะไรก็ทำ ทำตามถนัด ตามความสามารถแต่ประสานหนุนช่วยกัน”ซึ่งเป็นไปตามลักษณะการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต ที่รู้จักกันดีในชื่อยุทธวิธี “แยกกันเดินร่วมกันตี”
5 ประสานสู่1เป้าหมาย  เป็นการสรุปบทเรียนการสู้จากเมษา 2552 ที่มีเพียงพรรคกับมวลชนเป็นตัวขับเคลื่อน จนมาสู่การปรับกลยุทธ์ครั้งที่ผ่านมาระหว่างการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงวันที่ 12 มีนาคม – 19 พฤษภาคม ซึ่งเป็นการชนกันจนครบของแก้ว 3 ดวง คือพรรค มวลชน และกองกำลัง
แม้ว่าท้ายสุดการชนกันจนครบของแก้ว 3 ประการในครั้งนั้น จะไม่สามรถนำการต่อสู้ไปถึงเป้าหมาย แต่ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การมีอยู่ของกองกำลังติดอาวุธ นั้น มีความสำคัญสำหรับการยืนระยะและสร้างพลังให้การต่อสู้ จึงไม่แปลกที่จะได้เห็นกองกำลังติดอาวุธ ปรากฏอยู่หนึ่งใน 5 ของหลักการต่อสู้ ในหนังสือวิทยานิพนธ์คนเสื้อแดงร่วมกับอีก 4 แนวทางคือ มวลชน พรรคการเมือง การสื่อสารมวลชน และต่างประเทศ
กองกำลังติดอาวุธหรือกองกำลังฝ่ายประชาชน ถูกขยายความหมายที่มีสาระสำคัญเช่น เราจะใช้เล็กมาล้มใหญ่ ใช้คนน้อยมาสร้างความเสียหายบั่นทอนจิตใจทหารและกองทัพ เราไม่ได้เรียกร้องว่าคนทุกคนจะสู้ด้วยวิธีนี้ ใครทำอะไรได้ก็ทำ สู้แนวไหนได้ก็สู้ ถ้าคนไหนพอจะเสียสละ พอจะพัฒนาฝีมือได้ ก็ควรจะทำและสนับสนุนคนที่ทำได้ การปฏิเสธแนวทางนี้ เป็นการปฏิเสธความจริงที่ต้องเผชิญ
เราขอมีเหล็กในป้องกันตัวเองบ้าง ถ้ากองกำลังกำหนดยุทธศาสตร์ ได้ถูกสู้เพื่อความเสมอภาค เท่าเทียม สู้เพื่อให้มีอำนาจปกครองประเทศ สู้เพื่อไม่ให้ฆ่าประชาชน ก็จะเป็นปัจจัยให้กองกำลังฝ่ายประชาชนเข้มแข็ง มีคนเข้าร่วมเป็นกองทัพประชาชน…ประเทศนี้ได้ก้าวมาถึงความจำเป็นที่ต้องมีกองกำลังของประชาชนแล้ว หากหวังให้คนเสื้อแดงมีฐานะความเป็นคน ที่จะมีอะไรไปต่อกรอำนาจเก่าและถ้าหากยังจำกันได้ การเอ่ยถึงกองกำลังติดอาวุธในหนังสือวิทยานิพนธ์เล่มนี้ ก็ดูจะสอดคล้องกับคู่มือการต่อสู้ที่ได้ปรากฎออกมาก่อนหน้านี้ในชื่อของ สงครามอภิมหาอำมาตะยุทธ์  ระหว่างเทวดากับไพร่สาระขัณฑ์  ไพร่สู้นาย สงครามชนชั้น ที่สำนักข่าวที-นิวส์ได้นำเสนอไป

โดยเฉพาะส่วนที่ระบุถึงการต่อสู้ใต้ดิน ในรูปของสงครามจรยุทธ์ ว่าด้วยการต่อสู้ของ นักรบนินจา ที่ต้องแยกกันทำ เป็นส่วนๆนั่นเอง

ด้วยข้อมูลหลักฐานที่ปรากฏเด่นชัดเช่นนี้ คงยากที่จะเลี่ยงว่าการก่อเหตุครั้งล่าสุดของนายจิรวัฒน์เกิดขึ้นมาจากความแค้นส่วนตัวเท่านั้น หากแต่ดูจะใกล้เคียงกับทฤษฎีปฏิวัติประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งก็จะหมายความว่านี่คือการออกมาก่อเหตุเพื่อหวังผลอย่างหนึ่งอย่างใด โดยมีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง ส่วนจะเป็นใครนั้นก็เป็นเรื่องที่สังคมจะต้องช่วยกันค้นหาคำตอบโดยเร็วเพื่อยับยั้งแผนร้ายของกลุ่มขบวนการนี้

การแสดงความเห็นถูกปิด