คำเตือน: บล็อกนี้ไม่เหมาะสำหรับคนรักทักษิณ

อินไซด์ครม.ปูปอดแหก ไม่กล้า..เปิดสมัยวิสามัญ ‘เหลิม-เต้น’ผวาศาลรธน. เรื่องไหนส่งไป-แพ้ทุกที

จาก.. ไทยอินไซเดอร์

“อินไซด์ครม.ปู” ไม่กล้าเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญถกปัญหานาซ่า อ้างกลัวถูกขอเปิดศึกซักฟอกรัฐบาล เผย “เหลิม-เต้น” กลัว “ศาลรธน.” ขึ้นสมอง เหตุไม่มีหลักประกันอะไรการันตี หากมีคนยื่นให้ตีความ ชี้ทุกเรื่องที่ส่งไปศาลรธน. “แพ้ทุกที” ยกเคส “ชิมไปบ่นไป” เป็นตัวอย่าง

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.วันนี้ (26 มิ.ย.) พิจารณาเรื่องที่กระทรวงต่างประเทศเสนอการขออนุญาตให้นาซ่าเข้ามาดำเนินการโครงการศึกษาการก่อตัวของเมฆที่มีผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ กล่าวในที่ประชุมว่า โครงการนี้จะไม่มีปัญหา ถ้าไม่มีเรื่องการบินสำรวจ จึงถูกนำมาเป็นประเด็นทางการเมือง เกิดปัญหาด้านความมั่นคง ดังนั้นในเมื่อไม่ทันการแล้ว ก็ควรนำเรื่องเข้าสู่การพิจาณาของรัฐสภาไปเลย ขณะที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ควรจะหาเวทีที่สามารถนำเนื้อหาทั้งหมดมาหารือได้ จึงควรใช้มาตรา 179 ขอเปิดประชุมรัฐสภาให้อภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ เปิดอภิปรายให้เต็มที่ และถ้ายังเห็นว่าเข้าข่ายมาตรา 190 รัฐบาลก็พร้อมจะนำเข้าเอาให้เต็มที่ไป
ทั้งนี้ ในที่ประชุมมีการสอบถามว่าควรเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญหรือไม่ ซึ่งร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่ควรทำ มิฉะนั้นอาจมีการเสนอเรื่องอื่น เช่น การยื่นญัตติขออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เข้ามาได้ และในเมื่อไม่ทันการณ์แล้วก็เปิดประชุมรัฐสภา สมัยสามัญทั่วไปตามปกติ ที่จะเปิดวันที่ 1 ส.ค.นี้ไปเลย

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ร.ต.อ.เฉลิม ยังระบุว่า แม้คณะกรรมการกฤษฏีกาและกระทรวงต่างประเทศ ยืนยันว่าไม่เข้าข่ายรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 แต่จะมีหลักประกันอะไรว่า ต่อไปในอนาคต ถ้ามีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา อาจตีความเป็นอีกอย่าง ซึ่งอาจเหมือนกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจากการจัดรายการ “ชิมไปบ่นไป” และอาจนำไปสู่การยุบพรรคได้ ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวสนับสนุนว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน ถ้าถูกส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ เราก็แพ้ทุกที

ขณะที่นายกรัฐมนตรี ระบุว่า แม้รัฐบาลพยายามชี้แจงมากแค่ไหน ก็ยังมีคนที่ไม่เข้าใจ โดยมีวาทกรรมที่บอกว่า รัฐบาลไม่ดูแลปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ซึ่งรัฐบาลพยายามอธิบายว่าไม่มีอะไร แต่เมื่อเกิดปัญหาแล้วเราชี้แจง แต่มีคนพยายามบิดเบือน จึงคิดว่าเรื่องนี้เข้าส่งไปให้ขอความเห็นจากรัฐสภา เพื่อเป็นการแสดงเจตนาว่าโปร่งใส พูดกันให้เปิดเผยไปเลยว่าข้อตกลงที่ทำกับนาซ่านั้นเป็นอย่างไร จะได้เกิดความเข้าใจ

“สมช.” แนะทำตารางบิน-กำหนดพื้นที่บินชัดเจน และให้ทำข้อตกลงแบบ “Exchange of Note” แทน “Mou”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับวาระการประชุมครม.ที่กระทรวงการต่างประเทศ(กต.)ขอให้นำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาให้ความเห็นชอบอนุญาตให้องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกาเข้ามาดำเนินการโครงการศึกษาการก่อตัวของเมฆที่มีผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southest Asia Composition,Cloud,Climate Coupling Regional Study – SEAC⁴RS) ในประเทศไทย พื้นที่บริเวณสนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานการวิจัย แต่ปรากฏว่าที่ประชุมครม.เห็นชอบให้นำเรื่องนี้เข้าไปหารือในสภาตามมาตรา179

แต่ทั้งนี้จากการตรวจสอบความเห็นจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องที่แนบเข้ามาในวาระดังกล่าว อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กระทรวงกลาโหม (กห.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์ (วท.) รวมถึงสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) ล้วนให้การสนับสนุนโครงการดังกล่าวของ NASA แต่ขณะมีจุดที่น่าสนใจอยู่ที่ความเห็นของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็ให้การสนับสนุนเช่นกันแต่มีข้อเสนอแนะที่ระบุว่า “การที่การวิจัยขององค์การ NASA ซึ่งระบุไว้ในโครงการที่เสนอว่าจะมีการใช้อากาศยานเพื่อบินสำรวจพื้นที่ครอบคลุมประเทศไทย สิงคโปร์ และน่านน้ำสากล ถึงแม้ว่าองค์การ NASAจะรับรองว่าเป็นการบินเพื่อปฏิบัติงานทางด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น อย่างไรก็ตามโครงการขององค์การ NASA อาจถูกมองจากบางประเทศในภูมิภาคว่าเป็นการพยายามเข้ามาสร้างอิทธิพลของสหรัฐ

“ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างความโปร่งใสของโครงการดังกล่าวนี้ จึงควรมีการกำหนดตารางการบินและพื้นที่การบินที่ชัดเจน รวมทั้งช่องทางการติดต่อสื่อสารเพื่อให้ฝ่ายไทยสามารถติดตามปฏิบัติการบินของอากาศยาน และเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีปฏิบัติการของอากาศยานนอกเขตพื้นที่การบินที่กำหนดไว้”สมช.เสนอความเห็น

นอกจากนี้สมช.ยังเสนอความเห็นด้วยว่า เพื่อมิให้ความร่วมมือกับฝ่ายสหรัฐ มีผลผูกพันทางกฎหมาย จึงเห็นว่าหากพิจารณาจัดทำเป็นข้อตกลงในลักษณะ Exchange of Note จะเหมาะสมกว่าการจัดทำข้อตกลงในลักษณะ Mou

“กฤษฎีกา” ย้ำหนักแน่นไม่เข้าม.190 วรรคสอง

ด้านความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) พิจารณาแล้วเห็นว่าหนังสือของสถานเอกอัครราชทูตอเมริกาเป็นการแจ้งความเข้าใจของรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และกิจกรรม กรอบเวลา และรายละเอียดอื่นๆที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการศึกษาและร่างหนังสือของกต. เป็นการยืนยันความเข้าใจดังกล่าว โดยทั้งสองฝ่ายตกลงให้หนังสือสองฉบับนี้ประกอบกันเป็นความตกลงระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศซึ่งจะมีผลให้ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามความตกลงที่กำหนดไว้ ร่างหนังสือของกต. จึงเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ

“แต่โดยที่มีสาระสำคัญเป็นความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสภาพภูมิอากาศซึ่งจะดำเนินการภายใต้กฎหมายไทยและใช้งบประมาณของรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกา โดยไม่ขอรับงบประมาณเพิ่มเติมจากรัฐบาลไทย จึงไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ”สนง.กฤษฎีกา ระบุความเห็น

การแสดงความเห็นถูกปิด