คำเตือน: บล็อกนี้ไม่เหมาะสำหรับคนรักทักษิณ

จอดำไม่ได้! สมเกียรติ อ่อนวิมล

ไทยโพสต์ 17 มิย. 2555

ช่อง 3, 5, 7, 9, 11 รวมทั้ง TPBS ทั้งหมดนี้คือฟรีทีวีตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ คนที่เอาสัญญาณฟรีพวกนี้ไป เอาไปใส่ระบบอื่นที่ไม่ได้ใช้ความถี่ ไม่ว่าจะใส่ในเคเบิล สายไฟเบอร์ออพติก หรือส่งขึ้นช่องสัญญาณดาวเทียมแล้วก็ส่งลงหลังคาบ้านด้วยระบบดาวเทียมและมีจานรับดาวเทียม ตรงนี้เป็นปลายทางของระบบฟรีทีวี แต่ต้นทางใช้ความถี่ฟรี  เพราะฉะนั้นปลายทางใครจะเอาไปทำอะไร เอาไปอัดแผ่นไปแจกคนนั้นคนนี้ หรือจะส่งดาวเทียมลงหลังคาบ้าน จะผ่านทรูวิชั่นส์ หรือจะผ่านเคเบิลต่างจังหวัด อะไรก็ตามที่อยู่ในช่อง 3, 5, 7, 9, 11, TPBS ต้องฟรีหมด

แกรมมี่เป็นองค์กรธุรกิจ เขาหาเงิน ไม่ใช่สื่อสารมวลชนที่จะทำผลปะโยชน์ให้กับประชาชนทุกคนทั้งจนและรวย เขาลงทุนชนะคนอื่นมาในเมืองไทยก็ต้องมาหากำไรที่นี่ ทุกวิถีทาง แต่ กสทช.ก็ต้องกันไม่ให้แกรมมี่หากำไรจากคลื่นความถี่ของประชาชนที่ผ่านช่อง 3, 5, 9  แกรมมี่ไม่มีอำนาจสั่ง 3, 5, 9 ให้ทำจอดำหรือไปบังคับทรูฯ ให้ทำจอดำ…เรื่องมันง่ายๆ แค่นี้ มันน่าจะจบไปนานแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ กสทช.จะต้องทำก็คือบังคับให้ช่อง 3, 5, 9 ออกอากาศ ห้ามใครมาปิด คนเช่าเวลาไม่มีสิทธิ์มาปิด แกรมมี่คือผู้เช่าเวลา ต้องบังคับให้ออกอากาศตามปกติ ใครเอาช่องเหล่านี้ไปดูจะเอาไปขายไม่ได้

    โลกปัจจุบันรัฐอยู่ในสภาวะไร้อำนาจมากขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีการสื่อสารข้ามพรมแดนผ่านดาวเทียมมันทำได้เองตามใจ ไม่ต้องเกรงใจรัฐ รัฐไม่มีพรมแดนกั้นเทคโนโลยีพวกนี้ ในทางรัฐศาสตร์หรือทางทฤษฎีสื่อสารก็จะบอกว่าขณะนี้โลกอยู่ในภาวะที่รัฐไร้อำนาจ  Powerless State…กสทช.ต้องปรับตัวให้ทันกับสิ่งเหล่านี้ กฎหมายมันตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีไม่ทัน กสชท.ก็ต้องปรับตัวในเรื่องคำสั่งระเบียบต่างๆ ตรงไหนที่ต้องแก้กฎหมายก็แก้ไป ไม่อย่างนั้นมันจะช้า  บุคลาการก็ต้องทันสมัย ตีความระเบียบความกฎหมายให้มันทันสมัย

เหตุการณ์จอดำในบางแพลตฟอร์มของการถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโร ถือเป็นพฤติกรรมการใช้ช่องทางของกฎหมายโดยเอาผู้บริโภคเป็นตัวประกัน มุ่งแต่แสวงหากำไรทางธุรกิจโดยอ้างเรื่องลิขสิทธิ์ แต่ไม่คำนึงถึงสิทธิ์ประชาชนที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แต่แทนที่ กสทช.จะใช้อำนาจเต็มตามกฎหมายจัดการกับช่อง 3, 5, 9 ให้ระงับการบล็อกสัญญาณยูโร ฐานนำคลื่นทรัพยากรสาธารณะไปฮั้วหาผลประโยชน์ กลับยังหลงทางตีความเรื่อง FREE TV – PAY TV กันอยู่ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ในฐานะอดีต ส.ส.ร.ปี 40 ผู้ร่างรัฐธรรมนูญหมวดคลื่นความถี่และกํากับกิจการวิทยุกระจายเสียง  วิทยุโทรทัศน? และกิจการโทรคมนาคม ชี้ว่ากรณีที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนกับ กสทช.ที่จะต้องปรับตัวให้ทันเทคโนโลยี มิฉะนั้นจะอยู่ในภาวะ ‘ไร้อำนาจ’ เช่นนี้เรื่อยไป

ฟรีทีวีต้อง ‘FREE’

“เรื่องนี้ที่จริงไม่ควรสับสนเลย แม้แต่ กสทช.เองก็ตาม ฟรีทีวีต้องฟรีตลอดทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะไปโผล่ที่จอใดของใคร เวลาเราใช้คำว่าฟรีทีวีภาษาไทยแปลว่าทีวีที่ดูฟรีไม่เสียสตางค์ เป็นทีวีที่รัฐมอบความถี่ ซึ่งเป็นทรัพยากรของประชาชน ทรัพยากรของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ทีวีที่ใช้คลื่นความถี่เหล่านี้เมื่อเอาคลื่นความถี่ไปโดยจ่ายค่าสัมปทาน เอาไปทำธุรกิจโฆษณาต้องออกอากาศฟรี ไม่ว่าการส่งสัญญาณนั้นจะส่งโดยเสาอากาศภาคพื้นดินที่เรี่ยไปตามผิวโลก หรือเขาเรียก Terrestrial TV ทีวีภาคพื้นดิน คือส่งสัญญาณเกาะผิวโลกไป แล้วก็ใช้เสาอากาศส่งจากเสาอากาศไปสู่เสาอากาศกระจายไปทั่วประเทศ ประชาชนก็ใช้เสาอากาศดู อันนี้ก็คือฟรีทีวี มันเริ่มต้นอย่างนี้

เพราะฉะนั้นคนที่ทำทีวีจะต้องทำให้ประชาชนดูฟรีได้ ถ้าประชาชนมีเครื่องรับและมีเสาอากาศ ช่อง 3, 5, 7, 9, 11 รวมทั้ง TPBS ทั้งหมดนี้คือฟรีทีวี ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ คนที่เอาสัญญาณฟรีพวกนี้ไป เอาไปใส่ระบบอื่นที่ไม่ได้ใช้ความถี่ ไม่ว่าจะใส่ในเคเบิล สายไฟเบอร์ออพติก หรือส่งขึ้นช่องสัญญาณดาวเทียมแล้วก็ส่งลงหลังคาบ้านด้วยระบบดาวเทียมและมีจานรับดาวเทียม เดินไปนิดหน่อยมาเข้าเครื่องรับ ตรงนี้เป็นปลายทางของระบบฟรีทีวี ต้นทางใช้ความถี่ฟรี เพราะฉะนั้นปลายทางใครจะเอาไปทำอะไร เอาไปอัดแผ่นไปแจกคนนั้นคนนี้ หรือจะส่งดาวเทียมลงหลังคาบ้าน จะผ่านทรูวิชั่นส์ หรือจะผ่านเคเบิลต่างจังหวัด อะไรก็ตามที่อยู่ในช่อง 3, 5, 7, 9, 11 TPBS ต้องฟรีหมด”

“รัฐบังคับแล้วว่าให้ประชาชนดูฟรี ไม่อย่างนั้นไม่ให้ส่งสัญญาณ เพราะฉะนั้นช่องฟรีทีวีเหล่านี้ก็จะต้องส่งสัญญาณตามปกติ ส่วนสัญญาณตัวเองจะไปเข้าที่ไหนอย่างไรก็ช่างมัน จะไปโผล่ที่แอลเอหรือว่าจะไปโผล่ที่บรูไน โผล่ต่างจังหวัดด้วยคนอื่นเอาสัญญาณผ่านระบบของเขา เช่น เคเบิลหรือดาวเทียมก็ไม่ต้องไปสนใจ เพราะหน้าที่ของช่อง 3, 5, 9 หน้าที่คือว่าไม่ต้องไปสนใจอะไร ก็ออกอากาศตามปกติ ส่วนคนจะเอาสัญญาณนี้ไปโผล่ที่ไหนอย่างไรจะไปห้ามไม่ได้ ต้องดูกันแบบฟรีหมด

เรื่องมันน่าจะจบตรงนี้ เพราะฉะนั้นเวลาที่ทรูวิชั่นส์มีช่อง 3, 5, 7, 9  คือของฟรี เขาไม่ได้คิดเงิน ทรูไปดึงสัญญาณเอามาลงระบบไฟเบอร์ออพติกสายใยแก้วของตัวเองกับจานดาวเทียม ส่วนที่เสียเงินก็ดูช่องอื่นๆ ไป เพราะฉะนั้นช่องเหล่านี้ฟรีหมด เป็นหน้าที่ของช่อง 3, 5, 9 ที่จะต้องปล่อยให้ฟรี แกรมมี่ไม่มีสิทธิ์อะไรเลย แกรมมี่ไปซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลยูโรมาจากยุโรป เสร็จแล้วก็มาเอาออกอากาศที่ช่อง 3, 5, 9 ซึ่งเป็นฟรีทีวี เพราะอะไรที่โผล่บนจอช่องเหล่านี้ไม่มีใครไปลบให้มันมืดเป็นบางช่วงบางคราวได้ ยกเว้นรายการนั้นถูกแบน”

“แกรมมี่ไม่มีสิทธิ์ไปบอกทรูว่ารายการฟุตบอลยูโรที่โผล่ช่องฟรีทีวีออกอากาศไม่ได้ ต้องเอาเงินไปจ่ายแกรมมี่จึงจะให้ดูได้ อย่างนี้ไม่ได้ แกรมมี่ไม่มีสิทธิ์เลย เพราะแกรมมี่ไม่ได้รับสัมปทานจากรัฐ ถ้าได้รับก็ต้องฟรีเช่นกัน ฉะนั้นกรณีนี้แกรมมี่ผิดเต็มประตูเลย เพราะไม่มีสิทธิ์ ส่วนแกรมมี่ถ้าได้สัญญาณฟุตบอลยูโรมาผ่านดาวเทียมแล้วก็จะขายสัญญาณนี้ไปยังเคเบิลช่องต่างๆ เช่น ช่องเคเบิลต่างจังหวัด ไม่ใช่ผ่านช่อง 3, 5, 9 คือเป็นการขายล้วนๆ ฟุตบอลมาก็ได้ดูกันเลย และไม่มีโฆษณา หรือจะมีอันนั้นเป็นเรื่องของแกรมมี่เขา อย่างนั้นทำได้ จะทำกับทรูก็ได้ เช่น เอาสัญญาณฟุตบอลยูโรแต่ละนัดมาใส่ในช่องทรูสปอต ก็คือว่าเอาสัญญาณนี้มาขายต่อให้กับทรู แล้วทรูก็จะมีฟุตบอลอยู่ในช่องทรูสปอต อันนั้นก็ไปดีลกันเอง แต่ถ้าทรูไม่ยอมซื้อฟุตบอลยูโรมาออกทรูสปอต ก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ ไม่ยอมซื้อก็ไม่ต้องดู และนี่มันออกทางช่อง 3, 5, 9 ดังนั้นมันต้องออกตามปกติ ฉะนั้นทรูไม่ได้ทำผิดอะไรเลย ไม่ควรถูกปรับจากที่ไหนเลย เพราะว่าไปเอาของผิดกฎหมายมาออกอากาศไม่ได้”

“แกรมมี่ต่างหากที่ควรจะถูกลงโทษ อาจจะมีกฎเกณฑ์อะไรที่จะปรับได้ แต่อย่างน้อยก็ควรจะถูกลงโทษโดยการตำหนิในเรื่องความเอาเปรียบ ทั้งๆ ที่กฎหมายไม่ได้เอื้ออำนวยให้ โดยการไปบังคับให้ทรูต้องทำจอดำ ช่อง 3, 5, 9 ก็ต้องรับผิดชอบว่าจอของตัวเองรับสัมปทานมาแล้วมาปล่อยให้แกรมมี่มาทำให้จอดำได้อย่างไร นี่เราพูดในเชิงกฎหมายกับรัฐธรรมนูญ เอารัฐธรรมนูญเป็นตัวตั้งเลย คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งกระจายเสียงและแพร่ภาพและกิจการโทรคมนาคมเป็นทรัพยากรของรัฐเพื่อประโยชน์สาธารณะ คลื่นความทุกคลื่นที่คุณใช้ตั้งแต่ส่งเสียงออกวิทยุ ส่งภาพออกโทรทัศน์ หรือคลื่นมือถือ ว.ที่เราใช้   เหล่านี้ต้องเอาสัมปทานมาทั้งนั้น เป็นของประชาชน เพราะฉะนั้นประชาชนมีสิทธิ์ที่จะได้ดูฟรีจากช่อง 3, 5, 9 ไม่ว่าจะดูจากเสาอากาศบนหลังคาบ้านตัวเอง  หรือจะดูผ่านจานดาวเทียมบนหลังคาบ้านตัวเอง ซึ่งจานดาวเทียมเป็นเครื่องมือในการรับสัญญาณจากช่อง 3, 5, 9 ที่ส่งในระบบความถี่เดิม

เรื่องมันง่ายๆ แค่นี้ มันน่าจะจบไปนานแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ กสทช.จะต้องทำก็คือบังคับให้ช่อง 3, 5, 9 ออกอากาศ ห้ามใครมาปิด คนเช่าเวลาไม่มีสิทธิ์มาปิด แกรมมี่คือผู้เช่าเวลา ก็ต้องบังคับให้ออกอากาศตามปกติ แล้วใครเอาช่องเหล่านี้ไปดูจะเอาไปขายไม่ได้ เอาไปดูฟรีได้”

สังคมไปพุ่งเป้าที่ทรู-แกรมมี่ แต่คีย์จริงๆ กลับอยู่ที่ช่อง 3, 5, 9 “ใช่ ตัวเองได้สัมปทานมา สัมปทานอันนี้ออกอากาศฟรี จ่ายเงินให้รัฐแล้ว  แล้วแต่ระบบการให้สัมปทานของเขา เช่น ช่อง 3 จ่ายผ่าน อสมท อสมท ไปจ่ายให้รัฐ ช่อง 5 เป็นของกองทัพบก”

กสทช.กลับหลงประเด็นไปด้วย

“มันก็ตลก กสทช.บอกว่าปกป้องผู้บริโภค ถ้าจะปกป้องผู้บริโภคก็ต้องบังคับให้คนที่ทำจอมืดให้ดูได้ คนที่ทำจอมืดคือเจ้าของช่อง แกรมมี่จู่ๆ มาจัดการโดยช่อง 3, 5, 9 ไม่อนุมัติไม่ได้ เพราะฉะนั้นแกรมมี่ทำไม่ได้ แต่แกรมมี่เป็นคนทำ แล้วช่อง 3, 5, 9 สมยอม ทรูก็นึกว่าตัวเองผิด (หัวเราะ) ตลกดี ผมเห็นบนจอทรูขึ้นว่าจะให้ดูฟรี 1 เดือนช่องพรีเมียม อันนั้นจะว่าเป็นการตลาดก็ได้นะ แต่ว่าไม่ใช่สำนึกผิดนะ ถ้าผมเป็นผู้บริหารทรูหรือเป็นที่ปรึกษาทรู ผมจะบอกว่าเราไม่เกี่ยวเลย เราไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ในระยะแบบนี้ กสทช.น่าจะใช้วิธีเจรจาและก็อธิบายให้มันผ่านไป ไม่ต้องไปปรับเพราะมันตลก”

กสทช.มีข้ออ้างว่าแกรมมี่ใช้ช่องกฎหมาย ก่อนที่ระเบียบ Must Carry  Rule จะมีผลบังคับใช้เดือน ก.ย.นี้ ซึ่งกำหนดว่าฟรีทีวีซึ่งเป็นสื่อสาธารณะจะต้องสามารถรับชมได้ผ่านทุกแพลตฟอร์ม

“แต่ว่ารัฐธรรมนูญมีแล้ว พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์มีแล้วตั้งแต่ปี 2550 รัฐธรรมนูญปี 2550 มีอยู่แล้วว่าคลื่นความถี่เป็นของรัฐของประชาชน ให้สัมปทานไป เพราะฉะนั้นเอาไปใช้เพื่อออกอากาศฟรี ถ้าเอาไปใช้เพื่อออกอากาศแล้วคิดเงิน ถ้าไม่จ่ายเงินจะไม่ให้ดู อย่างนี้ก็จะอยู่ในระบบที่ไม่ใช่คลื่นความถี่ เป็นอีกกลุ่มหนึ่งก็คืออยู่ในกลุ่มเคเบิล ดาวเทียม คนละแบบ เพราะฉะนั้นช่อง 3, 5, 7, 9, 11, TPBS เป็นช่องฟรีเสมอไป

ได้พบคุณนที (ศุกลรัตน์) ที่ออกรายการด้วยกัน ก็พูดว่าต่อไปนี้จะวางกฎเกณฑ์ว่าต้องบังคับให้ทุกคนเอาช่อง 3, 5, 9 ออกโดยให้ดูฟรี คือต้องบังคับเคเบิล บังคับทรู บังคับระบบดาวเทียมที่บอกรับเป็นสมาชิก ว่าต้องบังคับให้เอาช่องเหล่านี้แถมไปด้วย ที่จริงไม่ต้องบังคับเขาก็ชอบอยู่แล้ว เพราะเหมือนกับโบนัส และโลกปัจจุบันนี้เขาเลิกใช้เสาอากาศกันเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นชาวบ้านต่างจังหวัดที่ยังพอดูสัญญาณเหล่านี้ได้ ยิ่งในเมืองที่มีตึกสูงมันใช้เสาไม่ได้แล้ว  ความถี่ที่กระจายออกไปชนตึกตรงไหนมันก็เด้งออกไม่มีวันเข้ามา เสาอากาศ  ในเมืองใหญ่ทั่วประเทศใช้เสาอากาศไม่ได้ พอออกต่างจังหวัดก็พบว่าเสาอากาศใช้ได้ แต่สัญญาณไม่ค่อยดี ต้องหันให้ตรง ช่อง 3 กับช่อง 9 ส่งสัญญาณไปที่เสาอากาศที่หนองแขมนะ เพราะว่าส่งจากกรุงเทพฯ ไม่ได้ ก็ต้องใช้คลื่นไมโครเวฟไปที่หนองแขม ซึ่งเสาสูงและก็ส่งออกไปเป็นช่วงๆ 50-60 กิโลเมตร  เพราะฉะนั้นเสาอากาศเป็นสิ่งล้าสมัย การส่งสัญญาณด้วยคลื่นความถี่ยังทำอยู่ เพราะเขารับสัมปทานไป แต่ทุกช่องเดี๋ยวนี้เขาใช้ดาวเทียมกันหมดแล้ว โดยส่งสัญญาณขึ้นดาวเทียมแล้วไปส่งที่ศูนย์แพร่ภาพในสถานีย่อยต่างจังหวัด มันต้องเห็นใจประชาชนเขาเลิกใช้เสาอากาศกันแล้ว เรื่องมันง่ายๆ แค่นี้นะ”

ฟรีทีวีเองก็ไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง แต่อาศัยแพลตฟอร์มอื่น

“ตัวเทคโนโลยีในการผลิตมันก็แค่อุปกรณ์เครื่องมือ แสง สี ไฟ ใช้กล้องแบบไหน อันนี้ทุกช่องเขาก็พัฒนาไปตามเทคโนโลยีเพื่อให้การผลิตรายการดีขึ้นได้ภาพดีขึ้น ก็ซื้อกล้องที่ดีขึ้น เพราะกล้องราคาถูกลงกว่าเดิมมาก เมื่อ 20 ปีก่อนผมเคยซื้อกล้อง 8 แสน หรือเป็นล้านบาท เดียวนี้ 2 แสน ซึ่งคุณภาพดีกว่าเยอะ ในสตูดิโอแต่ละสถานีโทรทัศน์มีกล้องคุณภาพราคาหลายล้าน ส่วนเทคโนโลยีออกอากาศมันต้องส่งในระบบเดิมคืออนาล็อก อันนี้ไปโทษช่องเขาไม่ได้ เพราะว่าระบบเดิมของการรับสัมปทาน กสทช.ยังไม่ได้มีสัมปทานดิจิตอล  เพราะฉะนั้น กสทช.อยู่ในระหว่างที่จะเปลี่ยนจากอนาล็อกเป็นดิจิตอลในเวลาอันใกล้นี้ตามที่ กสทช.วางแผนแม่บทไว้ ในที่สุดแล้ว 4-5 ข้างหน้าจะต้องเป็นดิจิตอลหมด ก็ไม่ต้องมีเสาอากาศแบบทุกวันนี้ ยิงขึ้นดาวเทียมแล้วก็ลงหลังคาบ้าน ไม่ต้องส่งทางภาคพื้นดิน ซึ่งใช้ต้นทุนมากนะภาคพื้นดิน เพราะมันต้องมีสถานีย่อย 60-70 สถานี ต่อไปนี้มันไม่ต้องมีสถานีย่อย ถ้าเป็นดิจิตอลก็ส่งที่กรุงเทพฯ ขึ้นดาวเทียมไปลงที่ไหนก็ได้บนโลกมนุษย์ ตามบ้านก็มีจานราคาพันสองพัน ส่วนกล่องรับสัญญาณว่ากันจริงก็ไม่กี่พันหรอก เพราะฉะนั้นประชาชนก็ลงทุน 2-3 พันแค่นั้นเอง”

“อย่างอเมริกาก็เป็นดิจิตอลประมาณ 4-5 ปีแล้ว ก็แปลว่าประชาชนไม่ต้องใช้เสาอากาศ และการชมสัญญาณดิจิตอลก็คือว่าการผลิตภาพจะละเอียดคมชัดสูง จอทีวีแอลซีดี แอลดีดี ราคาก็ไม่สูงแล้ว โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว การส่งสัญญาณในระบบดิจิตอลก็คงจะมาในเร็ววันนี้ และเป็นข้อตกลงในระบบอาเซียนด้วย อาเซียนได้ตกลงว่าถ้าดิจิตอลจะใช้ระบบใดก็จะใช้พร้อมๆ กัน ในไม่ช้าเราจะเลิกพูดเรื่องภาคพื้นดิน เสาอากาศ”

“คนดูทุกคนจะต้องรู้ว่าอันไหนเป็นของระดับชาติระดับโลก อันไหนเป็นในส่วนธุรกิจ อย่างในยุโรป อเมริกา ยุคแรกๆ ที่ดาวเทียมยังไม่ได้กระจาย เคเบิลยังไม่มาก พวกรายการมวยชิงแชมป์โลก สัญญาณมวยสัญญาณกีฬาเด่นๆ ของโลก เขาลงที่โรงหนังนะ ไม่ให้ทีวีดูเลย ทุกคนจะดูก็ต้องซื้อตั๋วไปดูตามโรงหนัง  สัญญาณมันลงที่โรงหนัง คนทั่วไปไม่ได้ดูหรอก แม้กระทั่งทุกวันนี้ในอเมริกาถ้ามวยรายการดีๆ คุณต้องไปดูที่โรงหนังหรือไม่ก็เคเบิลที่เขาเก็บเงินพิเศษ มันเป็นธุรกิจ คนดูจะต้องเข้าใจว่าอันไหนที่จะได้ดูฟรี อันไหนที่จะต้องจ่ายเงิน”

เป็นการตีความที่ไม่ชัดเจนระหว่าง Free TV กับ Pay TV

“ฟังจากคุณนทีที่เขาอธิบาย เขาไปตีความ Terrestrial TV คือทีวีที่ใช้ความถี่เรี่ยไปกับพื้นผิวดิน เป็นอนาล็อก ไม่ใช่ดิจิตอล อนาล็อกก็แปลว่าสัญญาณภาพลงในเทปแล้วก็นั่งดู เวลาจะตัดต่อก็ยกเป็นภาพๆ ไม่ใช่จุดๆ ส่งภาคพื้นดินเป็นฟรีทีวี พอเป็นดิจิตอลส่งดาวเทียมแล้วบอกไม่ฟรี ก็มันยังฟรีอยู่เพราะต้นทางมันคืออนาล็อก เพราะฉะนั้นช่อง 3, 5, 9 เขาเป็นอนาล็อก เพราะว่าถูกบังคับด้วยสัมปทาน เขาจะเป็นดิจิตอลเมื่อไหร่ก็ได้ คุณไปดูช่อง 5 อุปกรณ์เครื่องมือเขาเป็นดิจิตอลมาเกือบจะสิบปีแล้ว ททบ.5 เวลาเขาซื้อเครื่องผลิต เครื่องออกอากาศ แม้กระทั่งเครื่องรีโมตไฟบนเพดานกดปุ่มดิจิตอลหมดเลย ทั้งซอฟต์แวร์ ระบบการผลิต เป็นดิจิตอลมาหลายปีมากแล้ว แต่ไม่ได้ออกอากาศเป็นดิจิตอลเพราะว่ารัฐ หรือ กสทช.ในปัจจุบัน เมื่อก่อนเป็น กสช., กทช. หรือว่ากรมประชาสัมพันธ์ก็ตามยังไม่ให้สัมปทานดิจิตอล เมื่อคุณไม่ได้สัญญาณดิจิตอล คุณจะเอาสัญญาณดิจิตอลส่งขึ้นดาวเทียมไปได้ไง” ปัญหาทั้งเคเบิลเถื่อน และการใช้ช่องว่างของกฎหมาย เป็นเพราะกว่าจะมี กสทช.ต้องใช้เวลากว่าสิบปี ช่วงสุญญากาศของกิจการโทรคมนาคมยาวนานเกินไป “คุณนทีแกก็บ่นว่ามันเป็นสุญญากาศมา 15 ปี ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ผมเป็นคนร่างมาตรา 40 ว่าด้วยเรื่องคลื่นความถี่ ผมเป็นคนร่าง ฉะนั้นตั้งแต่ปี 2540-2555 รวมแล้ว 15 ปี ยังไม่มีองค์กรอิสระที่แท้จริงมาทำงานทางด้านนี้ มี กทช.ก็แป๊บเดียว ก็มาแก้เป็น กสทช. เพราะฉะนั้น กสทช.เพิ่งเกิด กรรมการก็เพิ่งเข้ามา แล้วแผนแม่บทก็เพิ่งเสร็จ เพราะฉะนั้นก็ยังไม่ได้จัดการสัมปทานต่างๆ ที่จะขึ้นมาใหม่ อะไรที่มีอยู่ก็ปล่อยให้อยู่อย่างเดิมไปก่อน เละๆ เทะๆ ชุลมุนวุ่นวาย วิทยุชุมชน โทรทัศน์ชุมชน เคเบิลผิดกฎหมายก็ยังอยู่อย่างเดิม และก็ปีต่อปี บอกให้ทดลองออกอากาศกันไป ผมก็คิดว่ามันก็นุ่มนวลอะลุ้มอล่วย ใครที่ทำผิดกฎหมายก็ปล่อยไปก่อน พอพร้อมก็จัดการทั้งระบบใหม่หมด มาขอสัมปทานขอใบอนุญาตใหม่หมด

ฉะนั้นเมื่อมันยังไม่พร้อม ทั้งฝ่าย กสทช.และภาคผู้ประกอบการก็ควรจะใช้วิธีอธิบาย และก็อะลุ้มอล่วย ส่วนการปรับเป็นวิธีที่เชยมากๆ มันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา และปรับผิดด้วยคือปรับคนที่เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะทำตามที่ กสทช.บังคับให้ทำ เพราะไม่ใช่สัญญาณของเขา”

แต่ก็ถือเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งทางปกครอง

“เขาตีความผิด คำสั่งทางปกครองก็คือว่า สัญญากับประชาชนว่าจะมีฟุตบอลยูโรดู คือโฆษณาไว้ ทรูฯ ประชาสัมพันธ์กับสมาชิกว่าจะได้ดูฟรี ที่จริงเขาก็ต้องประชาสัมพันธ์อย่างนั้น เพราะมันจะผ่านช่อง 3, 5, 9 ใช่ไหม กสทช.ตีความว่าเมื่อประชาสัมพันธ์แบบนี้แล้วไม่มี จึงต้องปรับวันละ 2 หมื่น เป็นคำสั่งทางปกครอง แต่กฎหมายมันคนละฉบับกับพระราชบัญญัติการประกอบกิจการฯ ต้องใช้ พ.ร.บ.การประกอบกิจการฯ พอใช้ปุ๊บก็จะรู้ว่าข้อบกพร่องคือ กสทช.เพิ่งเกิด เพราะฉะนั้นก็ควรจะใช้วิธีโทร.คุยกัน เรียกมาประชุมแล้วก็อะลุ้มอล่วยกัน ตักเตือนกัน เห็นว่า กสทช.ก็เตือนแกรมมี่ไปว่า ถ้าทำตัวแบบนี้ไม่เห็นแก่ผู้บริโภค ระวังนะเวลาคุณมาขอสัมปทานคุณก็จะเสียคะแนน

อันนี้ผมก็ชี้แจงแทนแกรมมี่ได้ว่า แกรมมี่เป็นองค์กรธุรกิจ เขาหาเงิน ไม่ใช่สื่อสารมวลชนที่จะทำผลประโยชน์ให้กับประชาชนทุกคนทั้งจนและรวย เขาลงทุนชนะคนอื่นมาในเมืองไทย เขาก็ต้องมาหากำไรที่นี่ ทุกวิถีทาง แต่ กสทช.ก็ต้องกันไม่ให้แกรมมี่หากำไรจากคลื่นความถี่ของประชาชนที่ผ่านช่อง 3, 5, 9 แกรมมี่ไม่มีอำนาจสั่ง 3, 5, 9 ให้ทำจอดำ หรือไปบังคับทรูฯ ให้ทำจอดำ ในทางเทคนิคผมไม่รู้จริงๆ นะว่าใครเป็นคนทำให้จอดำ ช่วงนั้นก็แค่กดสวิตช์ ปกติก็ปลายทางแหละที่ทำได้สะดวก ต้นทางอยู่เฉยๆ พอมาโผล่ช่องตัวเองก็กดสวิตช์ไม่ให้ออกอากาศ ผมคิดว่าในเชิงเทคนิคก็น่าจะเป็นทรูฯ เป็นคนทำ เพราะว่าสะดวก แต่ที่จริงทรูฯ ไม่จำเป็นต้องทำ แหม-ทำไมทรูฯ ไม่ปรึกษาผม (หัวเราะ)”

“ผมว่าเขาคงไม่ได้คิดแบบผม ถ้าคิดแบบผมก็ต้องยืนหยัด เพราะเรายึดรัฐธรรมนูญ ผมคิดที่ต้นทางการส่งสัญญาณใช้คลื่นความถี่ ก็ต้องต่อสู้ตรงนี้ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่นะ ถูกปรับก็กระจอกมากวันละ 2 หมื่น แต่มันต้องยืนหลักการ ทรูฯ ต้องบอกว่าทำไม่ได้ ไม่ใช่ของเรา เป็นของช่อง 3, 5, 9 คนที่จะถูกด่าก็ควรจะเป็น 3, 5, 9 ถ้าฟรีทีวีเหล่านี้ไม่เล่นด้วย เป็นหน้าที่ของช่อง 3, 5, 9 ที่จะไม่ให้จอของตัวเองถูกใครทำให้ดำ แกรมมี่แค่ผู้เช่าเวลา

ถ้าแกรมมี่ก็ไม่เลือกออกอากาศช่อง 3, 5, 9 ก็ขายสัญญาณตรงไปยังเคเบิล แต่แกรมมี่เลือกที่จะเล่นทุกอย่าง เขาเองก็ทำเคเบิล ต้องการดูเยอะๆ ขายกล่องขายจานดาวเทียม คนดูซื้อกล่องก็ได้ดูฟุตบอล น่าจะพอแค่นั้น แต่หากำไรช่องทางที่สองคือ เอามาออกช่อง 3,5, 9 เพราะขายโฆษณาได้เยอะกว่า นาทีละหลายแสน ถ้าขืนขายเฉพาะดาวเทียมของตัวเอง หรือไปขายให้เคเบิลต่างจังหวัดก็คงได้ไม่กี่ตังค์ ที่มันเป็นกอบเป็นกำคือในช่องฟรีทีวี เพราะโฆษณามันสูง ฐานคนดูทั่วประเทศ แล้วจ่ายค่าเช่าเวลา ฉะนั้นแกรมมี่ก็จะเอาเงินทุกทาง ซึ่งก็ไม่มีใครว่านะ แต่ไม่ต้องไปยุ่งกับทรูฯ เพราะทรูฯ ไม่เกี่ยว เขาเป็นแค่ carrier ธรรมดา เรื่องมันก็จบอยู่แค่นั้น เพราะฉะนั้นแกรมมี่อยากจะให้คนในที่สุดแล้วเลิกดูเจ้าอื่นให้หมด รวมทั้ง 3, 5, 9 ด้วยนะ แล้วหันมาดูของแกรมมี่ ทุกคนต้องมีฐานคนดูและเกาะคนดูไว้ไม่ให้เปลี่ยนฐาน” มองกันว่าเมื่อแกรมมี่เปลี่ยนบทบาทจาก content provider เป็น platform operator นี่เป็นกลยุทธ์ดึงกลุ่มลูกค้าคนชั้นกลางจากทรูฯ

“ทรูฯ เป็นระบบ Pay TV ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีรากฐานมั่นคง สืบเนื่องมาจากไอบีซี ไทยสกายเทกโอเวอร์กลายเป็นยูทีวี มาเป็นยูบีซี แล้วกลุ่มซีพีก็มาเทกโอเวอร์ มีฐานคนดูกว่า 1 ล้านครอบครัว ถือว่ามีฐานคนดูสูง แต่รายการฟุตบอลมันเป็นฤดู คนที่เจรจาเก่งให้ผลประโยชน์สูงกว่าฝรั่งก็เลือก อาร์เอสก็เคยได้ ทศภาคก็เคยแย่งชิงได้ นี่ก็แมลงเม่าอีกรายที่ต่างคนต่างแข่งเอาเงินให้ฝรั่ง ทีวีพูลนี่รายแรก ทศภาค, ทรูฯ, อาร์เอส, แกรมมี่ แกรมมี่ก็เป็นแมลงเม่าตัวที่ 5 ในระยะยาวก็แข่งกันเสียเงิน ไม่รู้ใครจะเจ๊งใครจะรวย แต่ฝรั่งรวยแน่นอน ถ้า กสทช.วุ่นวายอย่างนี้ คุมใครก็ไม่ได้ และก็ใช้วิธีปรับเล็กปรับน้อย ทรูฯ ก็คงจะจ่ายได้เพราะวันละ 2 หมื่น มันกระจอก ส่วนแกรมมี่ก็คงไม่ได้อะไรมากจากงานนี้ แต่ว่ามันไม่คุ้มกับชื่อเสียงที่ตัวเองกำลังจะเริ่มสร้าง แทนที่จะแสดงให้เห็นว่าใจถึงปล่อยไปเลย แล้วก็ไปทำสัญญาระยะยาวกับยุโรป เป็นพรีเมียร์ลีก บุนเดสลีกา ไปประมูลสู้กับทรูฯ ทำสงครามแข่งกันเอาเงินให้ฝรั่งไป”

“ยิ่งมีคนดูมากโฆษณาก็ยิ่งพอใจมาก แล้วคุณจะไปทำให้จอดำทำไม คุณมาลบฐานคนดูจากทรูฯ 1 ล้านครัวเรือน คูณ 5 ก็ได้ บ้านละ 5 คน คนดู 5 ล้าน จู่ๆ คุณก็ทำตัวเลขนี้หายไป ไปถามเอซีนีลเส็นที่เขาทำเรตติงว่าคนดูเท่าไหร่ อันนี้มันหายไปชัดๆ เลยว่า 1 ล้านครัวเรือน 5 ล้านคน เวลาคุณจะไปขายโฆษณาคนดูหายไป 5 ล้านคน และอยู่ในฐานผู้มีรายได้ดีด้วย คนที่จะซื้อสินค้าหายไป 5 ล้านคน ฉะนั้นเวลาวิเคราะห์จริงๆ ผมคิดว่าเอซีนีลเส็นก็ดี หรือ Marketing Manager ของทุกบริษัทที่ซื้อสื่อจะรู้ว่าฐานคนดูหายไป 5 ล้าน ฉะนั้นเวลาลงโฆษณา แกรมมี่จะมาหลอกล่อว่าคนดูเยอะกว่าเดิม เป็นไปไม่ได้”

มีการนำเสนอโมเดลสิงคโปร์ ที่ประมูลลิขสิทธ์จากต่างประเทศแล้วแต่ละช่องมาแบ่งกัน

“อันนั้นเขาทำได้เพราะรัฐคุมหมด ที่สิงคโปร์บรอดคาสติงคอร์ปอเรชัน หรือ SBC เป็นของรัฐหมด ภายใต้การดูแลของกระทรวงวัฒนธรรมและข่าวสาร ทีวีทุกช่องเป็นของกระทรวงฯ วิทยุ หนังสือพิมพ์ 2-3 ฉบับเป็นของรัฐหมดเลย เพราะฉะนั้นเขาก็คุมได้หมด เขาไม่ต้องจ่ายสัมปทานสูงอย่างเรา เพราะฐานคนดูเขานิดเดียวไม่กี่ล้านคน และเขาอาจจะไม่ใช่สังคมที่บ้าฟุตบอล เพราะเขาเป็นสังคมทำงาน” ไล่ไม่ทันเทคโนโลยี

สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช.ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทวีตข้อความว่า หากตัดเรื่องลิขสิทธิ์ออกไป ปัญหากรณีนี้คือการรับสัญญาณทีวีภาคพื้นดินล้าสมัย การเกิดขึ้นของทีวีดิจิตอลเมืองไทยมาช้าเกินไป ขณะที่ภูมิภาคนี้มีไทยประเทศเดียวที่ยังล้าหลัง ทีวีดิจิตอล กสทช.เพิ่งตัดสินเลือกมาตรฐานยุโรป DVB-T2 กว่าทุกอย่างจะเดินหน้าก็ต้องรอถึงปีหน้า

นี่สะท้อนถึงบทบาทหน้าที่ของ กสทช.ที่จะต้องปรับตัวอีกมากเพื่อให้ก้าวทันเทคโนโลยี

“ในสถานการณ์เทคโนโลยีโลกปัจจุบัน รัฐอยู่ในสภาวะไร้อำนาจมากขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีการสื่อสารข้ามพรมแดนผ่านดาวเทียมมันทำได้เองตามใจ ไม่ต้องเกรงใจรัฐ รัฐไม่มีพรมแดนกั้นเทคโนโลยีพวกนี้ ในทางรัฐศาสตร์หรือทางทฤษฎีสื่อสารก็จะบอกว่า ขณะนี้โลกอยู่ในภาวะที่รัฐไร้อำนาจ Powerless State รัฐไร้อำนาจเพราะว่าคุณจะจัดการกับดาวเทียมเหนือท้องฟ้าคุณเองไม่ได้ ยกเว้นดาวเทียมของตัวเอง คือดาวเทียมสื่อสารโคจรตรงกลางเส้นศูนย์สูตร เหนือใต้นิดหน่อย ดาวเทียมทั้งโลกเลยที่ส่งภาพส่งเสียงส่งสัญญาณสื่อสารจะต้องอาศัยเส้นศูนย์สูตรโคจร ก็มีดาวเทียม 200 ประเทศโคจรอยู่ข้างบน จัดการด้วยองค์กรระหว่างประเทศ International Tele Communication Satellite ก็จัดการโดยมีสมาชิกประเทศต่างๆ จัดการ แต่การจัดการนี้ก็จะต้องกำหนดว่าพรมแดนใครพรมแดนมันไม่ได้ เพราะทุกวันนี้มีดาวเทียมอิสระเยอะแยะมากมาย เราจะเห็นทีวีขายของมากมายเต็มไปหมด ใครจะทำก็ได้ ป้าเช็ง แกรมมี่ก็ทำ 3-4 ช่อง เขาบอกใช้เงินเพียง 10 ล้านบาทก็ทำได้ 1 ช่อง ทีวีการเมืองลำเอียงไปข้างต่างๆ ไม่ว่าเหลืองหรือแดง และยังมีทีวีของคุณทักษิณ ทีวีประชาธิปัตย์ ใครๆ ก็มีทีวีกันหมดโดยไม่ต้องใช้ดาวเทียมไทย ประชาธิปัตย์ใช้ดาวเทียมลักแซมเบิร์ก หลายช่องใช้ที่ฮ่องกง บางช่องก็ใช้ลาวสตาร์ พวกนี้คุณไปคุมเขาไม่ได้เลย ในที่สุดช่องของเขาไม่ต้องขอสัมปทานเมืองไทย ไปเช่าช่องที่ไหนก็ได้โดย กสทช.คุมไม่ได้เลย เพราะมันไม่ใช่ดาวเทียมไทยคม ไทยคมมีแค่ 4 ดวง ไม่พออยู่แล้ว ถ้าจะให้คำแนะนำทรูฯ ก็คือว่า ถ้าพ้นสัมปทาน อสมท เมื่อไหร่ก็ไม่ต้องยุ่งเลย ไปใช้ช่องดาวเทียมใครก็ได้ ใช้ฐานคนดูเดิม 1 ล้าน แล้วไปใช้ดาวเทียมฮ่องกง ยุโรป ในอนาคต กสทช.จะคุมใครไม่ได้หรอก รัฐคุมไม่ได้ เทคโนโลยีไร้พรมแดน รัฐมีอำนาจน้อยลง”

แม้แต่มีแผนแม่บทโทรคมนาคมก็ตาม

“มีก็มีไป เป็นแผนแม่บทในแผ่นดินไทย ส่วนคนอื่นเขาไปใช่ช่องของชาติอื่น เพราะดาวเทียมเป็นของบริษัทเอกชน ไม่ใช่ของรัฐเยอะแยะไปหมด ส่งขึ้นไปแล้วก็ยิงลงมาบนหลังคาบ้านคนไทย ทุกวันนี้กสทช.ก็เล่าให้ผมฟังว่า เอกชนส่งโดยระบบเคเบิลใต้น้ำ บางรายก็ขอส่งผ่านไทยคมแล้วกระโดดไปที่ดาวเทียมดวงอื่น ฉะนั้นในอนาคต กสทช.ต้องปรับตัวมากๆ ผมคิดว่าแผนที่เขาปรับอยู่ที่จะมีทีวีดิจิตอลนี่ถูกต้องแล้ว อนาล็อกนี่เลิกไปได้เลย พอมีช่องดิจิตอลก็จะให้คนมาอยู่ใต้ร่มเงาเดียวกัน เพราะมันจะมีช่องเป็นร้อยๆ ช่อง มันให้เหลือเฟือ ไม่ต้องออกไปใช้ต่างประเทศ กสทช.ก็จะได้ทำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้คือได้ค่าใบอนุญาตใช้เทคโนโลยี หรือใช้คลื่นความถี่แบบส่งขึ้นดาวเทียม กับใบอนุญาตประกอบกิจการ สัมปทานที่

กสทช.จะได้ในอนาคต ทีวีดิจิตอลจะคิดเป็นเงินน้อยมาก ไม่เท่ากับที่ช่อง 3 ไปทุ่มแข่งประมูลแล้วชนะ ไม่ใช่แล้ว ต่อไปจะได้แค่ค่าใบอนุญาตกับค่าใช้ความถี่ส่งขึ้นดาวเทียมนิดหน่อยเป็นค่า service และถ้าจุกจิกมาปรับเขา เขาก็ส่งขึ้นดาวเทียมประเทศอื่น ฉะนั้น กสทช.จะต้องปรับตัว ประชาชนปรับตัวไปนานแล้ว โดยเฉพาะพวกที่ทำช่องต่างๆ ของตัวเอง”

ต้องแก้กฎหมาย?

“โดยหลักก็ต้องปรับกฎหมาย แต่กฎหมายไม่ได้ละเอียดถึงขนาดกระดิกกระเดี้ยไม่ได้ ก็คือไปแก้ที่ระเบียบ ไปแก้ที่คำสั่งได้ ทำได้ กฎหมายการประกอบกิจการฯ เป็นฉบับหลักนะ พ.ร.บ.การประกอบกิจการวิทยุและทีวีเป็นฉบับหลักปี 2550 ว่าด้วยการทำวิทยุทำทีวี 3 แบบ คือแบบธุรกิจการค้า แบบของรัฐ และก็แบบของภาคประชาชน ใน 3 แบบนี้แบ่งเป็นใช้ความถี่กับแบบที่ไม่ใช้ความถี่คือเคเบิล กฎหมายก็ชัดเจน แต่ถ้าเขาไปใช้ดาวเทียมประเทศอื่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้ว

“กฎหมายร่างสมัยผมเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เรื่อง กทช.-กสช. หรือ กสทช.ในปัจจุบัน ร่างในยุคที่เราเองก็ไม่มั่นใจว่าอนาคจจะเป็นอย่างไรในทางเทคโนโลยี แม้แต่คำว่าอินเทอร์เน็ตเรายังไม่ค่อยเข้าใจกันเลยเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ใส่คำว่าโทรคมนาคมเข้าไปในรัฐธรรมนูญก็ใส่เข้าไปอย่างนั้นแหละ เราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ขณะนี้อนาคตมันชัดเจนแล้วว่ามันลงดิจิตอลกันหมด และมันเสรีภาพมาก รัฐไร้พรมแดน ตัวอย่างที่เสื้อแดงไปปิดสถานีไทยคมนี่ชัดเจน ทางฝ่ายรัฐบาลไปปิดช่องเสื้อแดงก็ชัดเจน คือปิดได้แป๊บเดียว เขาก็ส่งขึ้นอีก ลงโทษเขาก็ไม่ได้เพราะเขาไม่ได้ทำผิดกฎหมายไทย ฉะนั้นยุคนี้เป็นยุคที่ทุกคนต้องปรับตัว และสื่อที่อยู่นอกกฎหมายไทยเหล่านี้ก็ควรจะทำตัวให้เป็นสื่อผู้ดี มีสาระ มีคุณธรรม ไม่อย่างนั้นก็ทำให้สังคมปั่นป่วน ตรงนี้ต่างหากที่ กสทช.จะคุมได้ คุมให้สื่อสร้างสรรค์ อะไรก็ตามที่คนไทยดูไม่ว่าจะมาจากดาวเทียมดวงไหน เสียเงินหรือไม่เสียเงินค่าสัมปทาน จะต้องลงบนน่านฟ้าของไทยที่สร้างสรรค์ กสทช.ควรจะทำตรงนี้มากๆ”

“พรบ.การประกอบกิจการฯ ในรัฐธรรมนูญที่มันล้าสมัย ก็คือบอกว่าทีวีที่ใช้ความถี่หรือวิทยุก็ตาม โฆษณาได้ชั่วโมงละ 10 นาที เคเบิลทีวีไม่ได้ใช้ความถี่ โฆษณาได้ 5 นาที แต่โลกมันเปลี่ยนไปแล้วคือตอนนี้เขาทำ 1 ช่องโฆษณา 24 ชั่วโมง คุณก็ยังให้เขาออกอากาศ เป็นช่องช็อปปิง 24 ชั่วโมงเลยไม่มีพัก content เขาเป็นการขายของ เพราะฉะนั้นโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ไปบังคับให้โฆษณากี่นาทีไม่มีความหมายอะไรเลย กสทช.ต้องปรับตัวให้ทันกับสิ่งเหล่านี้ กฎหมายมันตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีไม่ทัน กสชท.ก็ต้องปรับตัวในเรื่องคำสั่งระเบียบต่างๆ ตรงนี้ที่ต้องแก้กฎหมายก็แก้ไป ไม่อย่างนั้นมันจะช้า บุคลาการก็ต้องทันสมัย ตีความระเบียบความกฎหมายให้มันทันสมัย”

การแสดงความเห็นถูกปิด