คำเตือน: บล็อกนี้ไม่เหมาะสำหรับคนรักทักษิณ

โพลตบหน้าพท.หนุนคำวินิจฉัยแก้รัฐธรรมนูญ


โพลตอกหน้าพวกจ้องล้ม รธน. ร้อยละ 81.67 เห็นด้วยกับผลวินิจฉัยของศาล ร้อยละ 45.91 แนะชะลอออกไปก่อน ร้อยละ 52.3 สนับสนุนแก้ไขเป็นรายมาตรา เผยรู้สึกโล่งใจที่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรง อยากให้เลิกแบ่งสีแม้จะเชื่อว่ายังมีความขัดแย้งเหมือนเดิม ขณะที่แกนนำแดง-เพื่อแม้ว ไม่ปรามแดงป่วน ปชป.

เมื่อวันอาทิตย์ สวนดุสิตโพลเปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “ควันหลงกรณีการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” โดยสำรวจประชาชนทุกสาขาอาชีพที่เป็นตัวแทนของภูมิภาคต่างๆ สุ่มตามจังหวัดใหญ่ 14 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 1,262 คน ภายหลังจากที่การวินิจฉัยเสร็จสิ้นลง ระหว่างวันที่ 13-14 กรกฎาคม พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 62.55 รู้สึกโล่งกับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เบาใจที่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ช่วยให้บรรยากาศทางการเมืองดีขึ้น, ร้อยละ 18.52 ระบุว่าถึงแม้ว่าผลที่ออกมาจะถูกใจหรือไม่ถูกใจก็ตาม ขอให้ทุกฝ่ายยอมรับและเคารพในการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ 

ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.67 เห็นด้วยกับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการตัดสินที่ช่วยสร้างบรรยากาศของบ้านเมืองให้ดีขึ้น ไม่มีการปะทะกันหรือมีความรุนแรงเกิดขึ้น เป็นการตัดสินที่ว่าไปตามตัวบทกฎหมาย ฯลฯ ขณะที่ร้อยละ 18.33 ไม่เห็นด้วย เพราะคำวินิจฉัยของศาลในบางประเด็นยังไม่ชัดเจน มีความขัดแย้งกันเอง 

ประชาชนร้อยละ 45.91 เห็นควรชะลอเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไปก่อน เพราะไม่อยากเห็นบ้านเมืองวุ่นวาย สังคมขาดความสงบสุข, ยังมีปัญหาอื่นๆ อีกมากที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญและเร่งแก้อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน การแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือการป้องกันน้ำท่วม, ร้อยละ 35.13 ควรเดินหน้าต่อไป เพราะรัฐบาลจะได้เดินหน้าบริหารบ้านเมืองต่อไปได้อย่างเต็มที่ 

เมื่อถามว่า จากการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีผลต่อความปรองดองของคนในชาติมากน้อยเพียงใด ร้อยละ 42.57 เห็นว่ามีผลอยู่บ้าง เพราะการแก้รัฐธรรมนูญเป็นปัญหาใหญ่และมีความสำคัญต่อการเมืองไทย เป็นเรื่องที่นักการเมืองต่างหยิบยกขึ้นมาทะเลาะกัน ฯลฯ, ร้อยละ 25.90 มีผลอย่างมาก เพราะจากผลการตัดสินที่ออกมาทำให้สถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายลง ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับในคำตัดสินของศาล ฯลฯ, ร้อยละ 17.47 ไม่ค่อยมีผล เพราะสังคมทุกวันนี้แตกแยกออกเป็นหลายกลุ่มอย่างชัดเจน 

ถามประชาชนคิดว่า “การเมือง” หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ร้อยละ 64.15 ยังคงขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้งกันเหมือนเดิม ต่างฝ่ายต่างเล่นเกมการเมืองกันต่อไป, ร้อยละ 15.57 หวังว่าสถานการณ์ทางการเมืองคงจะดีขึ้น นักการเมืองตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุด กลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆ มีท่าทีสงบลง
ขณะเดียวกัน นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพล เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง คนติดตามข่าวการเมืองคิดอย่างไรต่อผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ กับบทบาทของนายกรัฐมนตรีหญิงที่ประชาชนอยากได้เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า กรณีศึกษาตัวอย่างเฉพาะคนที่ติดตามข่าวการเมืองใน 17 จังหวัดของประเทศ 1,759 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 13-14 กรกฎาคม พบว่า ร้อยละ 23.3 ยอมรับและชักชวนให้คนอื่นยอมรับผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ, ร้อยละ 61.4 ยอมรับแต่ไม่ถึงกับไปชักชวนคนอื่นให้มาเห็นด้วย ปล่อยให้แต่ละคนคิดกันเอง ในขณะที่ร้อยละ 6.5 ไม่ยอมรับ และจะชักชวนคนอื่นไม่ให้ยอมรับ 

ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 57.2 มีความสุขมากถึงมากที่สุดหลังฟังผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเพราะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงบานปลาย และผลการตัดสินมีเหตุมีผลรับฟังได้ ในขณะที่ร้อยละ 30.9 มีความสุขปานกลาง และร้อยละ 11.9 มีความสุขน้อยถึงไม่มีความสุขเลย
ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามว่าประเทศไทยควรเดินไปในทิศทางใดหลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.8 อยากให้เลิกแบ่งสี แบ่งฝ่าย ทุกคนคือคนไทยด้วยกัน รองลงมาคือร้อยละ 72.6 อยากให้คนไทยรักกัน ก้าวสู่ความปรองดอง, ร้อยละ 70.4 อยากให้เลิกเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มายุ่งเกี่ยวกับการเมือง, ร้อยละ 69.9 อยากให้ทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยรู้บุญคุณ กตัญญูต่อแผ่นดินไทย, ร้อยละ 67.4 อยากให้ทุกคนรู้สิทธิและหน้าที่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และร้อยละ 66.4 อยากให้ฝ่ายการเมืองร่วมกันพัฒนาประเทศ เน้นนโยบายสาธารณะมากกว่าแย่งชิงอำนาจกัน

นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 57.9 กังวลต่อปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองจะรุนแรงบานปลายหลังการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ร้อยละ 42.1 ไม่กังวล อย่างไรก็ตาม เกินครึ่งหรือร้อยละ 52.3 สนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะเป็นรายมาตรา ในขณะที่ร้อยละ 14.9 สนับสนุนให้แก้ไขทั้งฉบับ แต่เกือบ 1 ใน 3 ไม่สนับสนุนเลย
เมื่อถามถึงเวลาที่อยากให้โอกาสรัฐบาลชุดปัจจุบันทำงานภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.4 ให้เวลามากกว่า 2 ปี ถึงอยู่ครบเทอมจนหมดวาระ เกินครึ่งหรือร้อยละ 52.4 ระบุว่าเวลานี้เหมาะสมแล้วที่จะมีการปรับคณะรัฐมนตรี ในขณะที่ร้อยละ 36.9 ระบุเร็วเกินไป 

นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. กล่าวถึงกรณีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นศาลเพื่อขอถอนประกันตนว่า หลังจากนี้ศาลจะนัดหารือว่าเงื่อนไขของแกนนำใครเข้าข่ายในเรื่องการถอนประกัน ศาลต้องมาดูข้อเท็จจริงจากสื่อและพฤติกรรมโดยรวม หากพิจารณาแล้วเข้าข่าย ก็จะเรียกเข้าไปชี้แจง ซึ่งตนพร้อมจะชี้แจงโดยไม่ได้กังวลอะไร เพราะสิ่งที่พูดเป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ตามที่นักข่าวถาม เหมือนกรมอุตุนิยมวิทยา เมื่อเห็นว่ามีเมฆมาก ก็วิเคราะห์ว่าฝนจะตก

ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีปรามเสื้อแดงอย่าให้ก่อกวนเวทีนั้น นายก่อแก้วกล่าวว่า นายกฯปรามไม่ได้ เพราะเสื้อแดงเป็นเสรีชน และจากการติดตามข่าวสารของตนก็เป็นเพียงการรบกวนเล็กน้อย ซึ่งตนได้แนะนำนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไปว่าควรขอโทษประชาชน แม้นายอภิสิทธิ์จะปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องการสั่งฆ่าประชาชน คดีความก็ต้องว่ากันไป แต่ในฐานะผู้นำรัฐบาลจะปฏิเสธไม่ได้ ตราบใดที่ไม่ขอโทษ ความรู้สึกแค้น เกลียดชัง ก็ยังอยู่กับญาติผู้สูญเสีย จะให้พวกตนบอกให้ห้าม เราห้ามไม่ได้ เรื่องนี้ต้องเข้าใจความรู้สึกเหล่านั้น

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ขอให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตัดขาดกับกลุ่มเสื้อแดงแล้วจะอยู่ครบ 4 ปีว่า เป็นเจตนาดี แต่ประสงค์ร้าย เพราะรัฐบาลเป็นรัฐบาลของประชาชน และคนทุกสี ไม่ว่าเสื้อแดง เสื้อเหลือง หรือสีอื่นๆ ก็คือประชาชน โดยรัฐบาลเองไม่ได้มีปัญหากับสีใด เสื้อแดงไม่ใช่ตัวปัญหา แต่ตัวปัญหาคือฝ่ายค้านมากกว่า โดยเห็นว่าพรรคฝ่ายค้านควรเลิกตั้งเวทีตำหนิรัฐบาลรายวัน บิดเบือนข้อมูล แล้วหันมาทำหน้าที่ของตนเองอย่างแท้จริงจะเป็นประโยชน์มากกว่า

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นางฐิตินันท์ แก้วจันทรานนท์ ที่เป็นคนเสื้อแดง แสดงกิริยาไม่เหมาะสมต่อพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 13 ก.ค. หน้าศาลรัฐธรรมนูญว่า ขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแถลงต่อสาธารณะให้ชัดเจนถึงการดำเนินคดีกับนางฐิตินันท์ เพราะขณะนี้มีความพยายามระบุสถานะของบุคคลดังกล่าวว่าเป็นคนสติไม่ดี โดยเริ่มจาก พล.ต.ต.ปริญญา จันทร์สุริยา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ที่กล่าวว่า นางฐิตินันท์วิกลจริตทั้งที่ในโซเชียลมีเดียมีการเปิดเผยรูปหลักฐานชัดว่าไม่ได้มีลักษณะวิกลจริตแต่อย่างใด มีรูปกินอาหารในภัตตาคารหรู และจะมีการเตรียมกลับประเทศนิวซีแลนด์ในวันที่ 17 ก.ค.นี้  

“แต่จากหลายกระแสข่าวก็มีการระบุว่าตำรวจได้อายัดตัวไม่ให้เดินทางไว้แล้ว ซึ่งเป็นความจริงหรือไม่ยังไม่ทราบ และยังเป็นเรื่องที่สะเทือนใจคนทั้งประเทศ จึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องควรชี้แจงต่อสังคมให้เกิดความชัดเจน และหากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ดำเนินการอย่างโปร่งใสนั้น พรรคประชาธิปัตย์จะหาช่องทางกฎหมายเอาผิดกับบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกคน โดยเฉพาะการเอาผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องไม่บิดเบือนและบิดพลิ้วด้วย” นายชวนนท์กล่าว.

ไทยโพสต์

การแสดงความเห็นถูกปิด